<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>เคล็บลับควรรู้ &#8211; อู่มนฑกานต์ยนต์</title>
	<atom:link href="https://monthakarngroup.com/category/knowledge/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://monthakarngroup.com</link>
	<description>ซ่อมตู้แห้ง ตู้เย็น ซ่อมตัวถังรถบรรทุก</description>
	<lastBuildDate>Thu, 23 Nov 2023 10:17:33 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.4.2</generator>

<image>
	<url>https://monthakarngroup.com/wp-content/uploads/2023/11/fav.png</url>
	<title>เคล็บลับควรรู้ &#8211; อู่มนฑกานต์ยนต์</title>
	<link>https://monthakarngroup.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>ควรซื้อรถกระบะห้องเย็นใหม่เมื่อไหร่​</title>
		<link>https://monthakarngroup.com/knowledge/when-to-20buy-a-new-refrigerated-van/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[monthakarn]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 23 Nov 2023 10:17:33 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[เคล็บลับควรรู้]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://monthakarngroup.com/?p=361</guid>

					<description><![CDATA[ยานพาหนะเพื่อการพาณิชย์ขนาดเล็กมีบทบาทสำคัญในด้านเศรษฐกิจ และมีการนำไปใช้อย่างมากในธุรกิจหลากหลายวงการเพื่อขนส่งของนานาประเภท ตั้งแต่ของกิน ไปจนถึงสินค้าขนาดใหญ่ อย่างไรก็ตามรถกระบะห้องเย็น หรือรถตู้ที่มีตู้ ควบคุม อุณหภูมินั้นมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ สำหรับการขนส่งสินค้าที่มีความไวต่อสภาพแวดล้อมและสินค้าประเภทยา การสร้างรถตู้พร้อมตู้ ควบคุม อุณหภูมินั้นต้องอาศัยเทคโนโลยีที่ซับซ้อนค่อนข้างมาก ส่วนที่สำคัญที่สุดคือ การบุฉนวนกันความร้อนรอบ ๆ ตู้บรรทุกสินค้า ซึ่งทำจากโฟมโพลีเมอร์ที่มีความหนาสูง อัดแน่นด้วยซองบับเบิ้ล และเคลือบชั้นด้วยวัสดุที่ทนทานแข็งแรง ตู้ แห้งจะเก็บความเย็นด้วยโครงสร้างท่อที่ฝังอยู่ในส่วนหลังคา ซึ่งคอยหมุนเวียนสารทำความเย็นอยู่ตลอด บางคนลองทำรถกระบะห้องเย็นเป็นโปรเจค DIY ของตัวเอง แต่ค่าใช้จ่ายทั้งหมดนั้นอาจพอ ๆ กับการซื้อรถกระบะใหม่เลยทีเดียว ‍ควรซื้อเมื่อไหร่ ‍สำหรับรถยนต์ทั่วไป เจ้าของธุรกิจบางคนรอจนกระทั่งรถของตัวเองพังก่อนที่จะซื้อรถใหม่ อย่างไรก็ตามหากคุณคิดจะซื้อรถกระบะห้องเย็น คุณควรวางแผนล่วงหน้านาน ๆผู้ผลิตส่วนใหญ่ในประเทศโซนหนาวมักขายรถที่มีตู้ ควบคุม อุณหภูมิในช่วงฤดูร้อน เพราะตู้ทึบรถกระบะจะเป็นที่ต้องการสูงในช่วงที่มีอุณหภูมิสูงขึ้น ดังนั้นหากคุณอาศัยในประเทศแถบนี้ หรือต้องการจะซื้อรถกระบะห้องเย็นจากแบรนด์ที่ตั้งอยู่ในประเทศแถบนี้ คุณควรเริ่มมองหารุ่นที่ต้องการในช่วงต้นฤดู ก่อนที่ธุรกิจเจ้าอื่นจะแย่งซื้อไปจนหมด บริษัทต่อตัวถังรถบรรทุกมักปล่อยสินค้ารุ่นใหม่ออกมาเรื่อย ๆ ซึ่งหากคุณต้องการซื้อรุ่นใหม่ คุณก็สามารถติดตามข่าวสารจากผู้ผลิตได้เลย อย่างไรก็ตามหากคุณไม่ได้ต้องการรุ่นใหม่ล่าสุด คุณก็สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายได้ด้วยการเลือกรุ่นก่อนหน้ารุ่นใหม่ล่าสุดสักสองหรือสามรุ่น ‍ใหม่ vs. เก่า 6 ประโยชน์ของการซื้อรถกระบะห้องเย็นใหม่ ประสิทธิภาพเครื่องยนต์: รถที่เคยขึ้นชื่อว่ามีประสิทธิภาพด้านพลังงานตอนที่ปล่อยตัวออกมาอาจมีประสิทธิภาพน้อยลงเรื่อย [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ยานพาหนะเพื่อการพาณิชย์ขนาดเล็กมีบทบาทสำคัญในด้านเศรษฐกิจ และมีการนำไปใช้อย่างมากในธุรกิจหลากหลายวงการเพื่อขนส่งของนานาประเภท ตั้งแต่ของกิน ไปจนถึงสินค้าขนาดใหญ่ อย่างไรก็ตาม<a href="https://www.monthakarngroup.com/customers.html">รถกระบะห้องเย็น</a> หรือรถตู้ที่มีตู้ ควบคุม อุณหภูมินั้นมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ สำหรับการขนส่งสินค้าที่มีความไวต่อสภาพแวดล้อมและสินค้าประเภทยา</p>
<hr />
<p>การสร้างรถตู้พร้อมตู้ ควบคุม อุณหภูมินั้นต้องอาศัยเทคโนโลยีที่ซับซ้อนค่อนข้างมาก ส่วนที่สำคัญที่สุดคือ การบุฉนวนกันความร้อนรอบ ๆ ตู้บรรทุกสินค้า ซึ่งทำจากโฟมโพลีเมอร์ที่มีความหนาสูง อัดแน่นด้วยซองบับเบิ้ล และเคลือบชั้นด้วยวัสดุที่ทนทานแข็งแรง ตู้ แห้งจะเก็บความเย็นด้วยโครงสร้างท่อที่ฝังอยู่ในส่วนหลังคา ซึ่งคอยหมุนเวียนสารทำความเย็นอยู่ตลอด บางคนลองทำรถกระบะห้องเย็นเป็นโปรเจค DIY ของตัวเอง แต่ค่าใช้จ่ายทั้งหมดนั้นอาจพอ ๆ กับการซื้อรถกระบะใหม่เลยทีเดียว</p>
<p><strong>&#x200d;ควรซื้อเมื่อไหร่</strong><br />
&#x200d;สำหรับรถยนต์ทั่วไป เจ้าของธุรกิจบางคนรอจนกระทั่งรถของตัวเองพังก่อนที่จะซื้อรถใหม่ อย่างไรก็ตามหากคุณคิดจะซื้อรถกระบะห้องเย็น คุณควรวางแผนล่วงหน้านาน ๆผู้ผลิตส่วนใหญ่ในประเทศโซนหนาวมักขายรถที่มีตู้ ควบคุม อุณหภูมิในช่วงฤดูร้อน เพราะตู้ทึบรถกระบะจะเป็นที่ต้องการสูงในช่วงที่มีอุณหภูมิสูงขึ้น ดังนั้นหากคุณอาศัยในประเทศแถบนี้ หรือต้องการจะซื้อรถกระบะห้องเย็นจากแบรนด์ที่ตั้งอยู่ในประเทศแถบนี้ คุณควรเริ่มมองหารุ่นที่ต้องการในช่วงต้นฤดู ก่อนที่ธุรกิจเจ้าอื่นจะแย่งซื้อไปจนหมด</p>
<p>บริษัทต่อตัวถังรถบรรทุกมักปล่อยสินค้ารุ่นใหม่ออกมาเรื่อย ๆ ซึ่งหากคุณต้องการซื้อรุ่นใหม่ คุณก็สามารถติดตามข่าวสารจากผู้ผลิตได้เลย อย่างไรก็ตามหากคุณไม่ได้ต้องการรุ่นใหม่ล่าสุด คุณก็สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายได้ด้วยการเลือกรุ่นก่อนหน้ารุ่นใหม่ล่าสุดสักสองหรือสามรุ่น</p>
<p><strong>&#x200d;ใหม่ vs. เก่า 6 ประโยชน์ของการซื้อรถกระบะห้องเย็นใหม่</strong></p>
<p><strong>ประสิทธิภาพเครื่องยนต์:</strong> รถที่เคยขึ้นชื่อว่ามีประสิทธิภาพด้านพลังงานตอนที่ปล่อยตัวออกมาอาจมีประสิทธิภาพน้อยลงเรื่อย ๆ หลังจากที่ใช้มาสองสามปี นอกจากนี้ผู้ผลิตมักใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ก้าวหน้าขึ้นสำหรับรุ่นใหม่ ๆ รถกระบะเย็นรุ่นใหม่จึงมีประสิทธิภาพด้านพลังงานสูงกว่ารุ่นเก่าอย่างแน่นอน</p>
<p><strong>&#x200d;การปล่อยมลพิษ:</strong> กฎหมายเกี่ยวกับการปล่อยมลพิษนั้นเข้มงวดขึ้นเรื่อย ๆ และในประเทศอย่างสหราชอาณาจักร ผู้ขับยานพาหนะยางประเภทจะต้องเสียค่าการปล่อยมลพิษสูงมากเมื่อขับเข้าไปในเขตเมืองใหญ่ แต่รถรุ่นใหม่นั้นจำเป็นต้องออกแบบตามกฎระเบียบด้านมลภาวะ ซึ่งหมายความมันปล่อยมลภาวะน้อยกว่าและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าด้วย</p>
<p><strong>&#x200d;การรับประกัน:</strong> รถกระบะที่มีตู้ ควบคุม อุณหภูมิใหม่จะมาพร้อมกับการันตีจากผู้ผลิต ซึ่งทำให้คุณอุ่นใจได้ว่าหากมีปัญหาอะไรเกิดขึ้น คุณสามารถนำรถกลับไปให้บริษัทซ่อมได้อย่างเต็มที่</p>
<p><strong>&#x200d;เทคโนโลยีใหม่ล่าสุดในการขับรถ:</strong> เทคโนโลยียานยนต์ได้พัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา ดังนั้นหากคุณซื้อรถที่มีตู้บรรทุกสินค้ารุ่นใหม่ คุณก็ย่อมได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยีแบบใหม่ล่าสุดเช่นกัน</p>
<p><strong>&#x200d;โครงสร้างภายในที่ไฮเทค:</strong> นอกจากเทคโนโยลีการขับรถและการเคลื่อนตัวของยานพาหนะแล้ว ระบบการสื่อสารและข้อมูลความบันเทิงภายในรถก็มีฟังค์ชั่นที่ใช้งานได้หลากหลายขึ้น แถมยังมีหน้าจอแสดงทิศทาง เวลา และการสื่อสารรูปแบบต่าง ๆ ด้วย</p>
<p><strong>&#x200d;ภาพลักษณ์ของแบรนด์:</strong> หากคุณต้องการนำเสนอภาพลักษณ์แบรนด์ให้ดูน่าดึงดูกับลูกค้า คุณควรเลือกรถรุ่นใหม่เพื่อให้ดูว่าแบรนด์ของคุณมีการปรับสิ่งใหม่ ๆ เสมอ​</p>
<p><strong>&#x200d;Sources</strong> <a href="https://www.coolkit.co.uk/blog/why-buy-a-new-refrigerated-van" target="_blank" rel="noopener">www.coolkit.co.uk</a><br />
&#x200d; <a href="https://www.coolkit.co.uk/blog/how-to-convert-a-van-into-a-refrigerated-van" target="_blank" rel="noopener">www.coolkit.co.uk</a><br />
&#x200d; <a href="https://www.coolkit.co.uk/blog/whens-the-best-time-to-replace-your-refrigerated-van" target="_blank" rel="noopener">www.coolkit.co.uk</a></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>รถบรรทุก 15 ชนิด และวิธีการใช้งาน</title>
		<link>https://monthakarngroup.com/knowledge/15-different-types-of-trucks-and-their-uses/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[monthakarn]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 23 Nov 2023 10:15:02 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[เคล็บลับควรรู้]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://monthakarngroup.com/?p=358</guid>

					<description><![CDATA[รถบรรทุกเป็นเครื่องยนต์ที่มีประสิทธิภาพในการขนย้ายสิ่งของ ซึ่งรถบรรทุกนั้นมีอยู่หลายชนิดที่มีอุปกรณ์ และการออกแบบที่ทรงพลัง นี่เป็นรถบรรทุกทั้งหมด 15 ชนิด และวิธีการใช้งานที่แตกต่างกันในหลากหลายอุตสาหกรรม ​ ‍1. รถปิคอัพ เป็นรถบรรทุกของที่ไม่หนักมากนัก มักจะมีแค็บ และพื้นที่สำหรับขนส่งสินค้า มักจะใช้ในครัวเรือน แต่บางคนอาจจะใช้ในการไปออกแคมป์ หรือขนส่งผู้โดยสารได้เช่นกัน 2.รถบรรทุกขนเฟอร์นิเจอร์ ประกอบไปด้วยทางลาด หรือประตูยกในรถ ใช้สำหรับการลากเฟอร์นิเจอร์จากโรงงงานที่ผลิตไปยังผู้ขาย ‍3. รถบรรทุกของ เป็นรถกระบะที่มีที่ขนสินค้าเป็นลักษณะคล้ายกล่อง ซึ่งกว้างประมาณ 4-7 เมตร มักจะใช้สำหรับการขนของเข้า-ออก ‍4. รถบรรทุกเทรลเลอร์ ใช้สำหรับการขนของที่หนัก วัตถุดิบสด และการขนส่งทางไกล รถบรรทุกสามารถมีขนาดยาว 5-40 ฟุต และกว้าง 2.5 เมตรได้ ‍5.รถบรรทุกกึ่งเทรลเลอร์ เป็นรถบรรทุกชนิดพิเศษสำหรับธุรกิจค้าขายโดยเฉพาะ มีการผสมระหว่างรถแทรกเตอร์ และกึ่งเทรลเลอร์ มักจะใช้สำหรับการขนสินค้าที่หนัก ‍6. รถบรรทุกตู้เย็น ทุกวันนี้ถูกปรับปรุงด้วยเทคนิคความกดอากาศที่สูง และเทคนิคการทำความเย็นที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นเพื่อจะได้ขนสินค้าที่เน่าเสียได้ง่ายในอุณหภูมิที่เหมาะสมได้ ‍7. รถแทงค์บรรทุก ใช้สำหรับการขนสินค้าที่เป็นของเหลว แทงค์มักจะถูกใส่ฉนวน แรงดัน และออกแบบมาเพื่อป้องกันอันตรายต่าง ๆ ทั้งจากน้ำมัน [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>รถบรรทุกเป็นเครื่องยนต์ที่มีประสิทธิภาพในการขนย้ายสิ่งของ ซึ่งรถบรรทุกนั้นมีอยู่หลายชนิดที่มีอุปกรณ์ และการออกแบบที่ทรงพลัง นี่เป็นรถบรรทุกทั้งหมด 15 ชนิด และวิธีการใช้งานที่แตกต่างกันในหลากหลายอุตสาหกรรม ​</p>
<hr />
<p><strong>&#x200d;1. รถปิคอัพ</strong> เป็นรถบรรทุกของที่ไม่หนักมากนัก มักจะมีแค็บ และพื้นที่สำหรับขนส่งสินค้า มักจะใช้ในครัวเรือน แต่บางคนอาจจะใช้ในการไปออกแคมป์ หรือขนส่งผู้โดยสารได้เช่นกัน</p>
<p><strong>2.รถบรรทุกขนเฟอร์นิเจอร์</strong> ประกอบไปด้วยทางลาด หรือประตูยกในรถ ใช้สำหรับการลากเฟอร์นิเจอร์จากโรงงงานที่ผลิตไปยังผู้ขาย</p>
<p><strong>&#x200d;3. รถบรรทุกของ</strong> เป็นรถกระบะที่มีที่ขนสินค้าเป็นลักษณะคล้ายกล่อง ซึ่งกว้างประมาณ 4-7 เมตร มักจะใช้สำหรับการขนของเข้า-ออก</p>
<p><strong>&#x200d;4. รถบรรทุกเทรลเลอร์</strong> ใช้สำหรับการขนของที่หนัก วัตถุดิบสด และการขนส่งทางไกล รถบรรทุกสามารถมีขนาดยาว 5-40 ฟุต และกว้าง 2.5 เมตรได้</p>
<p><strong>&#x200d;5.รถบรรทุกกึ่งเทรลเลอร์</strong> เป็นรถบรรทุกชนิดพิเศษสำหรับธุรกิจค้าขายโดยเฉพาะ มีการผสมระหว่างรถแทรกเตอร์ และกึ่งเทรลเลอร์ มักจะใช้สำหรับการขนสินค้าที่หนัก</p>
<p><strong>&#x200d;6. รถบรรทุกตู้เย็น</strong> ทุกวันนี้ถูกปรับปรุงด้วยเทคนิคความกดอากาศที่สูง และเทคนิคการทำความเย็นที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นเพื่อจะได้ขนสินค้าที่เน่าเสียได้ง่ายในอุณหภูมิที่เหมาะสมได้</p>
<p><strong>&#x200d;7. รถแทงค์บรรทุก</strong> ใช้สำหรับการขนสินค้าที่เป็นของเหลว แทงค์มักจะถูกใส่ฉนวน แรงดัน และออกแบบมาเพื่อป้องกันอันตรายต่าง ๆ ทั้งจากน้ำมัน แก๊สโซลีน สารเคมีเหลว และน้ำยาฆ่าแมลง</p>
<p><strong>&#x200d;8. รถบรรทุกพ่วง</strong> ใช้สำหรับการขนย้ายยานพาหนะที่ถูกแยกชิ้นส่วน ไม่สามารถใช้งานได้เนื่องจากอุบัติเหตุ</p>
<p><strong>&#x200d;9. รถบรรทุกไม้ซุง</strong> ใช้สำหรับการขนท่อนไม้เป็นจำนวนมากในระยะทางที่ไกล และพวกเขายังมีแฟลตเบดเพื่อรับแรงระหว่างหน่วยแทรกเตอร์ด้วย</p>
<p><strong>&#x200d;10. แฟลตเบด</strong> เป็นรถบรรทุกเชิงพาณิชย์อย่างหนึ่งที่ไม่มีหลังคา หรือที่นั่ง มีเพียงแค่พื้นที่เรียบ ๆ สำหรับการขนของที่มีน้ำนักมากเท่านั้น นอกเหนือไปจากนี้ยังมีพื้นที่มากกว่ารถบรรทุกแบบพื้นที่ปิด</p>
<p><strong>&#x200d;11. อาจจะเป็นแบบแท่นเดียว</strong> หรือเป็นรถชนิดเปิดที่มีพื้นที่มากสำหรับการดึงรถให้อยู่กับที่ในระหว่างการขนส่ง ใช้สำหรับการบรรทุกรถ</p>
<p><strong>&#x200d;12. เรือลากจูง</strong> ใช้สำหรับการขนเรือที่หนัก และมีขนาดใหญ่จากสถานที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง เรือลากจูงถูกออกแบบมาเพื่อขนส่งเรือที่มีน้ำหนักใหญ่ และมีความมั่นคงสูง</p>
<p><strong>&#x200d;13. รถบรรทุกชนิดกระดกได้</strong> หรือที่รู้จักกันในชื่อ ดั้มพ์ มีพื้นที่เป็นลักษณะกล่องเปิดที่ประกอบไปด้วยแรมส์ไฮรอลิกยกทางด้านหน้า และมีพื้นที่สำหรับใสสิ่งของ มักจะใช้สำหรับงานก่อนสร้างในการขนวัสดุอย่างทราย หรือกรวด</p>
<p><strong>&#x200d;14. รถบรรทุกเครน</strong> หรือเรียกว่าโมบายเครน จะขนของโดยการควบคุมสายเคเบิล และแขวนด้วยเชือกลด ใช้สำหรับการขนของที่มีน้ำหนักมาก</p>
<p><strong>&#x200d;15. เครืองไถหิมะ</strong> ใช้สำหรับการไถหิมะที่ทับขวางถนนเพื่อช่วยเคลียร์พื้นที่สำหรับรถยนต์ได้</p>
<p><strong>&#x200d;Sources</strong><br />
&#x200d; <a href="https://www.popoptiq.com/types-of-trucks" target="_blank" rel="noopener">www.popoptiq.com</a><br />
&#x200d; <a href="https://www.heavydutydirect.ca/types-of-trucks" target="_blank" rel="noopener">www.heavydutydirect.ca</a><br />
&#x200d; <a href="https://en.m.wikipedia.org/wiki/List_of_truck_types" target="_blank" rel="noopener">https://en.m.wikipedia.org</a></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ทำอย่างไรหากประกันรถยนต์ไม่คุ้มครองความเสียหาย? 4 สาเหตุทำลายสีรถยนต์ของคุณที่ควรทราบ</title>
		<link>https://monthakarngroup.com/knowledge/4-reasons-to-destroy-your-car-is-color-that-should-be-known/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[monthakarn]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 23 Nov 2023 10:12:41 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[เคล็บลับควรรู้]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://monthakarngroup.com/?p=355</guid>

					<description><![CDATA[รถของคุณอาจบุบ เป็นรอย หรือได้รับความเสียหายอื่นๆหลังเกิดอุบัติเหตุ แม้จะซ่อมและสามารถกลับมาวิ่งได้เหมือนใหม่ แต่รถของคุณยังดูใหม่อยู่หรือไม่? หรืออย่างน้อยยังดูเหมือนตอนก่อนชนหรือไม่? หากคำตอบคือไม่ สาเหตุนั้นอาจมาจากงานสี แน่นอนว่ารถของคุณสามารถวิ่งได้ปกติแม้งานสีจะมีปัญหา แต่ว่าก็สามารถสร้างความรำคาญให้แก่สายตา นอกจากนี้การลงสีรถที่ไม่ถูกต้องยังสามารถทำให้เกิดสนิมไวกว่าเดิมอีกด้วย เนื่องจากค่าใช้จ่ายสำหรับการลงสีรถใหม่นั้นค่อนข้างสูง คุณจึงควรตรวจสอบประกันรถยนต์ที่ใช้อยู่เพื่อดูว่าครอบคลุมค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับสีรถอย่างไรบ้าง ประกันรถยนต์ส่วนมากครอบคลุมค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการลงสีใหม่ในความคุ้มครองรถยนต์แบบครอบคุลม แต่ความคุ้มครองแบบครอบคลุมก็ไม่ได้ครอบคลุมความเสียหายทุกประเภท โดยส่วนมากแล้วจะครอบคลุมเพียงเหตุการณ์ที่ไม่เกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุหรือการชน เช่น เหตุการณ์ที่เกิดจากการโจรกรรม หรือความเสียหายของรถยนต์ที่เกิดจากไฟไหม้ในทางทฤษฎีแล้ว ความคุ้มครองการชนนั้นจะครอบคลุมค่าทำสีรถยนต์ด้วย แต่คุณต้องชำระค่ารับผิดส่วนแรกก่อนที่ประกันจะเข้ามาช่วยเหลือ หากเป็นอุบัติเหตุเล็กน้อยที่อยู่ภายใต้ค่ารับผิดส่วนแรก ประกันรถยนต์ก็อาจจะไม่ต้องจ่ายเพิ่มสำหรับการซ่อมแซมนั้นๆ การสึกหรอที่เกิดจากการใช้งานตามปกติมักจะไม่รวมอยู่ในประกันรถยนต์เนื่องจากการสึกหรอที่เกิดจากการใช้งานตามปกติไม่ใช่เรื่องน่าตกใจหรือฉับพลัน ‍4 สาเหตุทำลายสีรถยนต์ น่าเสียดายที่ความเสียหายของสีรถยนต์ไม่ได้เกิดจากรอยขีดข่วนจากลานจอดรถหรือการทำลายทรัพย์สินเท่านั้น เพราะตั้งแต่รอยนิ้วมือไปจนถึงมูลนก และเรื่องที่ไม่ได้เจตนาซึ่งเกิดขึ้นในชีวิตประจำวันอีกมากมายก็สามารถทำลายรูปลักษณ์ภายนอกของรถยนต์ได้ 4 เรื่องต่อไปนี้คือสาเหตุที่ทำให้งานสีรถยนต์ของคุณเสียหายโดยไม่รู้ตัว ‍รอยนิ้วมือ: เด็กๆหรือคนที่เดินผ่านไปมามักชอบใช้นิ้วมือขีดเขียนลงบนรถที่ฝุ่นจับว่า “ล้างรถด้วย” แต่พวกเขาไม่รู้เลยว่ากราฟฟิตี้นิ้วมือเหล่านี้สร้างความเสียหายถาวรให้กับงานสีของยานพาหนะ เป็นไปได้อย่างไร? รอยนิ้วมือเหล่านี้ขูดและทำให้คราบและฝุ่นเข้าไปอยู่ในเนื้อสี กลายเป็นความเสียหายที่แก้ไขได้ยาก ‍กรวด: กรวดที่เกิดจากเศษหินและก้อนดินคือวายร้ายที่ทำลายสีรถยนต์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เวลาที่คุณขับรถไปบนถนนที่ไม่เรียบหรือขับชิดรถยนต์คันหน้ามากเกินไป กรวดหินสามารถสร้างความเสียหายถาวรให้แก่รถของคุณได้ โดยเฉพาะบริเวณฝาหน้าและกันชน ‍มูลนก: นี่คือสิ่งที่น่ารำคาญที่สุดสำหรับผู้ขับขี่ยานยนต์ทั่วโลก ไม่เพียงไม่น่ามองเท่านั้น แต่ยังมีฤทธิ์เป็นกรดและสามารถสร้างความเสียหายถาวรให้แก่สีรถยนต์ นอกจากนี้นกยังชอบกินถั่ว เมล็ดพืช และกรวด จึงสามารถทำให้เกิดรอยขีดข่วนแก่สีรถเวลาที่หล่นลงมากระทบอีกด้วย ‍ลืมล้างรถเป็นประจำ: รถต้องถูกล้างเป็นประจำเพื่อรักษาผิวด้านนอกให้อยู่ในสภาพดีที่สุดเสมอ การไม่ใส่ใจล้างรถบ่อยๆสามารถทำให้เกิดสนิมเป็นวง โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าหากว่ารถถูกจอดเอาไว้โดยไม่คลุมผ้าในฤดูหนาว [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>รถของคุณอาจบุบ เป็นรอย หรือได้รับความเสียหายอื่นๆหลังเกิดอุบัติเหตุ แม้จะซ่อมและสามารถกลับมาวิ่งได้เหมือนใหม่ แต่รถของคุณยังดูใหม่อยู่หรือไม่? หรืออย่างน้อยยังดูเหมือนตอนก่อนชนหรือไม่? หากคำตอบคือไม่ สาเหตุนั้นอาจมาจากงานสี แน่นอนว่ารถของคุณสามารถวิ่งได้ปกติแม้งานสีจะมีปัญหา แต่ว่าก็สามารถสร้างความรำคาญให้แก่สายตา นอกจากนี้การลงสีรถที่ไม่ถูกต้องยังสามารถทำให้เกิดสนิมไวกว่าเดิมอีกด้วย</p>
<hr />
<p>เนื่องจากค่าใช้จ่ายสำหรับการลงสีรถใหม่นั้นค่อนข้างสูง คุณจึงควรตรวจสอบประกันรถยนต์ที่ใช้อยู่เพื่อดูว่าครอบคลุมค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับสีรถอย่างไรบ้าง</p>
<p>ประกันรถยนต์ส่วนมากครอบคลุมค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการลงสีใหม่ในความคุ้มครองรถยนต์แบบครอบคุลม แต่ความคุ้มครองแบบครอบคลุมก็ไม่ได้ครอบคลุมความเสียหายทุกประเภท โดยส่วนมากแล้วจะครอบคลุมเพียงเหตุการณ์ที่ไม่เกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุหรือการชน เช่น เหตุการณ์ที่เกิดจากการโจรกรรม หรือความเสียหายของรถยนต์ที่เกิดจากไฟไหม้ในทางทฤษฎีแล้ว ความคุ้มครองการชนนั้นจะครอบคลุมค่าทำสีรถยนต์ด้วย แต่คุณต้องชำระค่ารับผิดส่วนแรกก่อนที่ประกันจะเข้ามาช่วยเหลือ หากเป็นอุบัติเหตุเล็กน้อยที่อยู่ภายใต้ค่ารับผิดส่วนแรก ประกันรถยนต์ก็อาจจะไม่ต้องจ่ายเพิ่มสำหรับการซ่อมแซมนั้นๆ การสึกหรอที่เกิดจากการใช้งานตามปกติมักจะไม่รวมอยู่ในประกันรถยนต์เนื่องจากการสึกหรอที่เกิดจากการใช้งานตามปกติไม่ใช่เรื่องน่าตกใจหรือฉับพลัน</p>
<p><strong>&#x200d;4 สาเหตุทำลายสีรถยนต์</strong></p>
<p>น่าเสียดายที่ความเสียหายของสีรถยนต์ไม่ได้เกิดจากรอยขีดข่วนจากลานจอดรถหรือการทำลายทรัพย์สินเท่านั้น เพราะตั้งแต่รอยนิ้วมือไปจนถึงมูลนก และเรื่องที่ไม่ได้เจตนาซึ่งเกิดขึ้นในชีวิตประจำวันอีกมากมายก็สามารถทำลายรูปลักษณ์ภายนอกของรถยนต์ได้ 4 เรื่องต่อไปนี้คือสาเหตุที่ทำให้งานสีรถยนต์ของคุณเสียหายโดยไม่รู้ตัว</p>
<p><strong>&#x200d;รอยนิ้วมือ:</strong> เด็กๆหรือคนที่เดินผ่านไปมามักชอบใช้นิ้วมือขีดเขียนลงบนรถที่ฝุ่นจับว่า “ล้างรถด้วย” แต่พวกเขาไม่รู้เลยว่ากราฟฟิตี้นิ้วมือเหล่านี้สร้างความเสียหายถาวรให้กับงานสีของยานพาหนะ เป็นไปได้อย่างไร? รอยนิ้วมือเหล่านี้ขูดและทำให้คราบและฝุ่นเข้าไปอยู่ในเนื้อสี กลายเป็นความเสียหายที่แก้ไขได้ยาก</p>
<p><strong>&#x200d;กรวด:</strong> กรวดที่เกิดจากเศษหินและก้อนดินคือวายร้ายที่ทำลายสีรถยนต์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เวลาที่คุณขับรถไปบนถนนที่ไม่เรียบหรือขับชิดรถยนต์คันหน้ามากเกินไป กรวดหินสามารถสร้างความเสียหายถาวรให้แก่รถของคุณได้ โดยเฉพาะบริเวณฝาหน้าและกันชน</p>
<p><strong>&#x200d;มูลนก:</strong> นี่คือสิ่งที่น่ารำคาญที่สุดสำหรับผู้ขับขี่ยานยนต์ทั่วโลก ไม่เพียงไม่น่ามองเท่านั้น แต่ยังมีฤทธิ์เป็นกรดและสามารถสร้างความเสียหายถาวรให้แก่สีรถยนต์ นอกจากนี้นกยังชอบกินถั่ว เมล็ดพืช และกรวด จึงสามารถทำให้เกิดรอยขีดข่วนแก่สีรถเวลาที่หล่นลงมากระทบอีกด้วย</p>
<p><strong>&#x200d;ลืมล้างรถเป็นประจำ:</strong> รถต้องถูกล้างเป็นประจำเพื่อรักษาผิวด้านนอกให้อยู่ในสภาพดีที่สุดเสมอ การไม่ใส่ใจล้างรถบ่อยๆสามารถทำให้เกิดสนิมเป็นวง โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าหากว่ารถถูกจอดเอาไว้โดยไม่คลุมผ้าในฤดูหนาว การขัดเงาก็เป็นขั้นตอนที่สำคัญในการดูแลสีรถยนต์ของคุณ ควรขัดเงาอย่างน้อยปีละสองครั้งเพื่อการปกป้องที่สมบูรณ์แบบ ​</p>
<p><strong>&#x200d;ที่มา:</strong> <a href="https://lofrano.com/the-cost-of-repainting-a-vehicle-after-a-collision" target="_blank" rel="noopener">https://lofrano.com</a> <a href="https://www.autoinsdiscounters.com/blog/repairing-your-cars-damaged-paint.aspx" target="_blank" rel="noopener">www.autoinsdiscounters.com</a> <a href="https://www.holtsauto.com/simoniz/news/10-ways-ruin-cars-paintwork-without-knowing" target="_blank" rel="noopener">www.holtsauto.com</a></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>7 สัญญาณของสารทำความเย็นที่ต่ำในระบบและวิธีระบายความเย็นออก​</title>
		<link>https://monthakarngroup.com/knowledge/7-low-refrigerant-signal-in-the-system-and-cooling-method/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[monthakarn]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 23 Nov 2023 10:10:29 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[เคล็บลับควรรู้]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://monthakarngroup.com/?p=352</guid>

					<description><![CDATA[ระบบทำความเย็นนั้นถูกออกแบบมาเพื่อเดินเครื่องกับน้ำมันและสารทำความเย็นที่ไหลภายใน อะไรก็ตามที่เป็นสิ่งแปลกปลอมต่อระบบจะต้องถูกเอาออก สิ่งเหล่านี้รวมถึงความชื้น ก๊าซที่ไม่ควบแน่น (เช่น อากาศ) ออกไซด์จากการประสานโดยการไล่ระบบด้วยไนโตรเจน (nitrogen purge) เป็นต้น ดังนั้น คุณจะรู้ได้อย่างไร เมื่อระบบทำน้ำเย็นนั้นมีสารทำความเย็นที่ต่ำ ด้านล่างนี้คือ 7 สัญญาณของระบบที่มีสารทำความเย็นต่ำ ‍อุณหภูมิทางออกจากระดับกลางไปสูง ขอบเขตของอุณหภูมิทางออกวัดได้ 3 นิ้วจากคอมเพรสเซอร์บนท่อดิสชาร์จคือ 225° และด้านหลังชองลิ้นจ่ายแก๊สของเครื่องทำความเย็นนั้นอยู่ที่ประมาณ 250° ไปถึง 300° กระบวนการนี้อาจทำให้น้ำมันที่อยู่รอบกระบอกสูบระเหยได้และอาจทำให้เกิดการสึกหรอมากเกินไป ที่อุณหภูมิ 350° น้ำมันจะสลายตัวและคอมเพรสเซอร์จะเกิดความร้อนจัดเกินไป การที่คอมเพรสเซอร์ร้อนเกินไปนั้นเป็นหนึ่งในปัญหาที่ร้ายแรงที่สุดในปัจจุบันนี้ ดังนั้น คุณควรที่จะทำให้อุณหภูมิทางออกนั้นให้อยู่ต่ำกว่า 225° เพื่่อยืดอายุการใช้งานของคอมเพรสเซอร์ให้ยาวนานมากยิ่งขึ้น ‍ค่าซูเปอร์ฮีตจากเครื่องระเหยที่สูง เนื่องจากเครื่องระเหยนั้นต้องการสารทำความเย็น มันก็จะมีค่าซูเปอร์ฮีตจากเครื่องระเหยที่สูง ถังพักน้ำยาเหลว(receiver) จะไม่สามารถรับสารทำความเย็นที่เป็นของเหลวจากคอนเดนเซอร์ได้อย่างพอเพียง เนื่องจากมีสารทำความเย็นที่ไม่เพียงพอในระบบอยู่แล้วและนี่จะทำให้ท่อลิควิดแห้ง ‍ค่าซูเปอร์ฮีตจากคอมเพรสเซอร์ที่สูง เนื่องจากท่อลิควิด ลิ้นลดความดันชนิดควบคุมด้วยความร้อน (TXV) และเครื่องระเหยนั้นล้วนต้องการสารทำความเย็นเป็นจำนวนมาก เช่นเดียวกันกับคอมเพรสเซอร์ สิ่งนี้อาจปรากฏให้เห็นในการอ่านค่าซูเปอร์ฮีตจากคอมเพรสเซอร์ที่สูงได้ ‍การซับคูลล์ของเครื่องควบแน่นที่ต่ำ เนื่องจากคอมเพรสเซอร์จะเห็นไอที่ร้อนมากจากการอ่านค่าซูเปอร์ฮีตที่สูง แก๊สที่เข้ามาในคอมเพรสเซอร์จะขยายตัวมากขึ้นและมีความหนาแน่นต่ำ กระบวนการควบแน่นจะเริ่มสูงจากความดันดูดที่ต่ำทำให้ประสิทธิภาพเชิงปริมาตรนั้นต่ำลงไปด้วย คอมเพรสเซอร์จะไม่สูบสารทำความเย็นมากและส่วนประกอบทุกส่วนในระบบจะเริ่มต้องการสารทำความเย็น แล้วจุดอิ่มตัวของเหลว 100% ในเครื่องควบแน่นจะต่ำมาก [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ระบบทำความเย็นนั้นถูกออกแบบมาเพื่อเดินเครื่องกับน้ำมันและสารทำความเย็นที่ไหลภายใน อะไรก็ตามที่เป็นสิ่งแปลกปลอมต่อระบบจะต้องถูกเอาออก สิ่งเหล่านี้รวมถึงความชื้น ก๊าซที่ไม่ควบแน่น (เช่น อากาศ) ออกไซด์จากการประสานโดยการไล่ระบบด้วยไนโตรเจน (nitrogen purge) เป็นต้น ดังนั้น คุณจะรู้ได้อย่างไร เมื่อระบบทำน้ำเย็นนั้นมีสารทำความเย็นที่ต่ำ ด้านล่างนี้คือ 7 สัญญาณของระบบที่มีสารทำความเย็นต่ำ</p>
<hr />
<p><strong>&#x200d;อุณหภูมิทางออกจากระดับกลางไปสูง</strong></p>
<p>ขอบเขตของอุณหภูมิทางออกวัดได้ 3 นิ้วจากคอมเพรสเซอร์บนท่อดิสชาร์จคือ 225° และด้านหลังชองลิ้นจ่ายแก๊สของเครื่องทำความเย็นนั้นอยู่ที่ประมาณ 250° ไปถึง 300° กระบวนการนี้อาจทำให้น้ำมันที่อยู่รอบกระบอกสูบระเหยได้และอาจทำให้เกิดการสึกหรอมากเกินไป ที่อุณหภูมิ 350° น้ำมันจะสลายตัวและคอมเพรสเซอร์จะเกิดความร้อนจัดเกินไป การที่คอมเพรสเซอร์ร้อนเกินไปนั้นเป็นหนึ่งในปัญหาที่ร้ายแรงที่สุดในปัจจุบันนี้ ดังนั้น คุณควรที่จะทำให้อุณหภูมิทางออกนั้นให้อยู่ต่ำกว่า 225° เพื่่อยืดอายุการใช้งานของคอมเพรสเซอร์ให้ยาวนานมากยิ่งขึ้น</p>
<p><strong>&#x200d;ค่าซูเปอร์ฮีตจากเครื่องระเหยที่สูง</strong></p>
<p>เนื่องจากเครื่องระเหยนั้นต้องการสารทำความเย็น มันก็จะมีค่าซูเปอร์ฮีตจากเครื่องระเหยที่สูง ถังพักน้ำยาเหลว(receiver) จะไม่สามารถรับสารทำความเย็นที่เป็นของเหลวจากคอนเดนเซอร์ได้อย่างพอเพียง เนื่องจากมีสารทำความเย็นที่ไม่เพียงพอในระบบอยู่แล้วและนี่จะทำให้ท่อลิควิดแห้ง</p>
<p><strong>&#x200d;ค่าซูเปอร์ฮีตจากคอมเพรสเซอร์ที่สูง</strong></p>
<p>เนื่องจากท่อลิควิด ลิ้นลดความดันชนิดควบคุมด้วยความร้อน (TXV) และเครื่องระเหยนั้นล้วนต้องการสารทำความเย็นเป็นจำนวนมาก เช่นเดียวกันกับคอมเพรสเซอร์ สิ่งนี้อาจปรากฏให้เห็นในการอ่านค่าซูเปอร์ฮีตจากคอมเพรสเซอร์ที่สูงได้</p>
<p><strong>&#x200d;การซับคูลล์ของเครื่องควบแน่นที่ต่ำ</strong></p>
<p>เนื่องจากคอมเพรสเซอร์จะเห็นไอที่ร้อนมากจากการอ่านค่าซูเปอร์ฮีตที่สูง แก๊สที่เข้ามาในคอมเพรสเซอร์จะขยายตัวมากขึ้นและมีความหนาแน่นต่ำ กระบวนการควบแน่นจะเริ่มสูงจากความดันดูดที่ต่ำทำให้ประสิทธิภาพเชิงปริมาตรนั้นต่ำลงไปด้วย คอมเพรสเซอร์จะไม่สูบสารทำความเย็นมากและส่วนประกอบทุกส่วนในระบบจะเริ่มต้องการสารทำความเย็น แล้วจุดอิ่มตัวของเหลว 100% ในเครื่องควบแน่นจะต่ำมาก ซึ่งจะทำให้เกิดการซับคูลล์ของเครื่องควบแน่นที่ต่ำลงไปด้วย</p>
<p><strong>&#x200d;แอมป์ของคอมเพรสเซอร์ที่ต่ำ</strong></p>
<p>ค่าซูเปอร์ฮีตที่สูงจะทำให้คอมเพรสเซอร์ดูดไอจากท่อดูดซึ่งมันจะทำให้ความหนาแน่นลดลง ไอที่มีความหนาแน่นน้อยที่เข้าไปยังคอมเพรสเซอร์นั้นมีความสำคัญต่ออัตราการไหลเวียนของสารทำความเย็นที่ต่ำที่ผ่านคอมเพรสเซอร์ กระบวนการนี้จะทำให้เกิดการดูดแอมป์ที่ต่ำเนื่องจากว่าคอมเพรสเซอร์จะไม่ทำงานหนักในการบีบอัดไอที่มีความดันต่ำ</p>
<p><strong>&#x200d;เครื่องระเหยที่อุณหภูมิและความดันต่ำ</strong></p>
<p>เครื่องระเหยที่ความดันต่ำนั้นเกิดจากการที่คอมเพรสเซอร์ต้องการสารทำความเย็น คอมเพรสเซอร์จะพยายามดูดสารทำความเย็นไปสู่กระบอกสูบ แต่มันยังไม่เพียงพอ เลยเป็นเหตุให้ทั้งระบบได้รับแรงดันที่ต่ำ</p>
<p><strong>&#x200d;เครื่องควบแน่นที่อุณหภูมิและความดันต่ำ</strong></p>
<p>เนื่องจากเครื่องระเหยและคอมเพรสเซอร์นั้นล้วนต้องการสารทำความเย็น เครื่องควบแน่นก็ต้องการด้วยเช่นเดียวกัน การปล่อยให้เครื่องควบแน่นขาดสารทำความเย็นจะทำให้ความร้อนที่คิดเป็นโหลด (heat load) ลดลง เพราะมันจะไม่มีสารทำความเย็นมาไล่ความร้อน หากไม่มีความร้อนมากพอ เครื่องควบแน่นก็จะมีอุณหภูมิที่ต่ำซึ่งมันจะทำให้เกิดความดันที่ต่ำกว่าในเครื่องควบแน่น</p>
<p><strong>&#x200d;ที่มา:</strong> <a href="https://www.achrnews.com/articles/137329-seven-signs-of-low-refrigerant-in-a-system" target="_blank" rel="noopener">www.achrnews.com</a> <a href="https://www.contractingbusiness.com/refrigeration/refrigerant-evacuation-dont-be-clockwatcher" target="_blank" rel="noopener">www.contractingbusiness.com</a></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>9 เหตุผลที่ทำไมเครื่องทำความเย็นในการขนส่งถือเป็นหนึ่งในการติดตั้งเครื่องทำความเย็นที่ท้าทายที่สุดในสายการขนส่งในปัจจุบัน</title>
		<link>https://monthakarngroup.com/knowledge/9-reasons-for-refrigeration-to-carry/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[monthakarn]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 23 Nov 2023 10:08:07 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[เคล็บลับควรรู้]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://monthakarngroup.com/?p=349</guid>

					<description><![CDATA[การทำความเย็นกับการขนส่งอาหารเป็นข้อเชื่อมโยงที่สำคัญในห่วงโซ่อาหารไม่เพียงแต่ในแง่ของการรักษาความสมบูรณ์ของอุณหภูมิของผลิตภัณฑ์ที่ขนส่งแล้ว แต่ยังส่งผลต่อการใช้พลังงานและการปล่อย CO2 ด้วย ปัจจุบันมีตู้คอนเทนเนอร์กว่า 35 ล้านตู้ที่บรรจุสินค้าแช่เย็นซึ่งจัดส่งเป็นประจำทุกปีทั่วโลก วิธีการจัดส่งสินค้าที่มุ่งเน้นการขนส่งสินค้าและอาหารที่มีการควบคุมอุณหภูมินั้นเรียกว่า refrigerated trucking ไม่ต้องสงสัยเลยว่าการขนส่งแบบเย็นนั้นเป็นสิ่งสำคัญและมีความสำคัญต่อห่วงโซ่อุปทานของอาหารมาก ดังนั้นจึงต้องใช้ความระมัดระวังเป็นอย่างมาก การขนส่งแบบตู้เย็นจะดำเนินการโดยรถพ่วงที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ ซึ่งมีระบบทำความเย็นแบบบิวท์อิน ระบบทำความเย็นนี้สร้างขึ้นในรถเทรลเลอร์โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ผลิตภัณฑ์และของทั้งหมดอยู่ในสภาพเดียวกับตอนก่อนจัดส่ง ทุกวันนี้ การขนส่งแบบตู้เย็นถือเป็นชนิดทั่วไปที่ใช้ควบคุมอุณหภูมิ ระบบทำความเย็นด้านการขนส่งเป็นหนึ่งในการติดตั้งการทำความเย็นที่ท้าทายที่สุดด้วยเหตุผลด้านล่าง ‍1. อุณหภูมิที่มีการผันผวนนั้นต้องการการตอบสนองและการควบคุมที่เหนือกว่า ‍หนึ่งในความท้าทายแรกที่ผู้คนที่ใช้ในการขนส่งแบบควบคุมอุณหภูมิเย็นต้องเผชิญคืออุณหภูมิภายนอก เนื่องจากแสงแดดตกบนโลหะของตู้ อาจทำให้เกิดผลกระทบอย่างมากต่ออุณหภูมิภายใน แต่เฉพาะในกรณีที่รถไม่ได้รับการปรับเทียบอย่างเหมาะสมเพื่อรับมือกับอุณหภูมิที่ร้อนขึ้น อย่างไรก็ตามปัญหานี้สามารถลดลงได้ แต่นั่นไม่ใช่ทางเลือกเดียว คุณสามารถเห็นความสำคัญของระบบการตรวจสอบที่เชื่อถือได้ในการขนส่งด้วยตู้เย็น ดังนั้นโดยการคำนึงถึงสิ่งนี้ ควรตรวจสอบก่อนการเดินทางและตรวจสอบอุณหภูมิในรถพ่วงอย่างสม่ำเสมอ ‍2. อุณหภูมิเปลี่ยนแปลงทางการหายใจ ‍อาหารบางชนิดมีอัตราการหายใจที่สูงกว่าอาหารประเภทอื่น ๆ ในการขนส่งในตู้เย็นทุกอย่างจะเชื่อมต่อระหว่างกันเนื่องจากการบำรุงรักษาอุณหภูมิของรถเทรลเลอร์ที่เหมาะสมมีความจำเป็นต่อการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิทางการหายใจของสินค้าที่กำลังขนย้าย ต้องคำนึงถึงอัตราการหายใจที่แตกต่างกันโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรถบรรทุกอาหารเย็น บรรทุกอาหารประเภทต่างๆและของที่เน่าเสียง่าย เป็นที่ทราบกันดีว่าในอุณหภูมิที่ต่ำกว่าอัตราการหายใจจะลดลง วิธีที่ง่ายที่สุดที่คุณสามารถติดตามสิ่งที่เกิดขึ้นภายในตู้เย็นได้ตลอดเวลาคือการติดตั้งระบบการตรวจสอบที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อให้อาหารปลอดภัย ‍3. สภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวยจำเป็นต้องมีการต้านต่อการกัดกร่อน ‍อุปกรณ์ทำความเย็นสำหรับการขนส่งทางถนนจำเป็นต้องทำงานได้อย่างน่าเชื่อถือในสภาพแวดล้อมที่รุนแรงกว่าอุปกรณ์เครื่องทำความเย็นแบบคงที่ การกัดกร่อนเป็นกระบวนการทางธรรมชาติที่โลหะถูกเปลี่ยนกลับไปเป็นรูปแบบเดิมที่มีเสถียรภาพเมื่อสัมผัสกับอากาศและน้ำ อย่างไรก็ตามนวัตกรรมปัจจุบันในด้านการป้องกันและป้องกันการกัดกร่อนทำให้สามารถเพิ่มอายุการใช้งานของอุปกรณ์อุตสาหกรรมได้ ‍4. แรงสั่นสะเทือนและการสั่นสะเทือนตลอดเวลาต้องมีความเสถียรและความไว้ใจได้สูง ‍การกระแทกและการสั่นสะเทือนมีบทบาทสำคัญในระบบทางกลที่หลากหลายโดยเฉพาะในด้านวิศวกรรมการขนส่ง แรงสั่นสะเทือน และการสั่นสะเทือนทำให้ผู้ขับขี่ผู้โดยสารและหน่วยย่อยของยานพาหนะ การสั่นสะเทือนช่วยลดประสิทธิภาพของกระบวนการขนส่งและลดความปลอดภัยในการขนส่งและความสะดวกสบาย การสั่นสะเทือนที่เกิดจากการจราจรเป็นสาเหตุหลักที่ก่อให้เกิดปัญหาจากด้านสิ่งแวดล้อมเพราะอาจทำให้อุปกรณ์ที่มีความละเอียดอ่อนชำรุดและสร้างความเสียหายต่อผลิตภัณฑ์ได้ ‍5 ความร้อนแทรกซึม ‍ส่วนหนึ่งของปัญหาในช่วงฤดูร้อนที่การขนส่งในตู้เย็นต้องเผชิญคือความร้อนแทรกซึม ความร้อนแทรกซึมนั้นรวมถึงการไหลของอากาศเย็นที่สามารถเปลี่ยนเป็นอากาศร้อนได้อย่างง่ายดายและสามารถเกิดขึ้นได้เนื่องจากรอยแตกในโครงสร้างของรถเทรลเลอร์ ดังนั้นการตรวจสอบอย่างเต็มที่ของรถพ่วงมีความสำคัญมากก่อนที่การโหลดใด [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>การทำความเย็นกับการขนส่งอาหารเป็นข้อเชื่อมโยงที่สำคัญในห่วงโซ่อาหารไม่เพียงแต่ในแง่ของการรักษาความสมบูรณ์ของอุณหภูมิของผลิตภัณฑ์ที่ขนส่งแล้ว แต่ยังส่งผลต่อการใช้พลังงานและการปล่อย CO2 ด้วย ปัจจุบันมีตู้คอนเทนเนอร์กว่า 35 ล้านตู้ที่บรรจุสินค้าแช่เย็นซึ่งจัดส่งเป็นประจำทุกปีทั่วโลก วิธีการจัดส่งสินค้าที่มุ่งเน้นการขนส่งสินค้าและอาหารที่มีการควบคุมอุณหภูมินั้นเรียกว่า refrigerated trucking ไม่ต้องสงสัยเลยว่าการขนส่งแบบเย็นนั้นเป็นสิ่งสำคัญและมีความสำคัญต่อห่วงโซ่อุปทานของอาหารมาก ดังนั้นจึงต้องใช้ความระมัดระวังเป็นอย่างมาก</p>
<hr />
<p>การขนส่งแบบตู้เย็นจะดำเนินการโดยรถพ่วงที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ ซึ่งมีระบบทำความเย็นแบบบิวท์อิน ระบบทำความเย็นนี้สร้างขึ้นในรถเทรลเลอร์โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ผลิตภัณฑ์และของทั้งหมดอยู่ในสภาพเดียวกับตอนก่อนจัดส่ง ทุกวันนี้ การขนส่งแบบตู้เย็นถือเป็นชนิดทั่วไปที่ใช้ควบคุมอุณหภูมิ ระบบทำความเย็นด้านการขนส่งเป็นหนึ่งในการติดตั้งการทำความเย็นที่ท้าทายที่สุดด้วยเหตุผลด้านล่าง</p>
<p><strong>&#x200d;1. อุณหภูมิที่มีการผันผวนนั้นต้องการการตอบสนองและการควบคุมที่เหนือกว่า</strong><br />
&#x200d;หนึ่งในความท้าทายแรกที่ผู้คนที่ใช้ในการขนส่งแบบควบคุมอุณหภูมิเย็นต้องเผชิญคืออุณหภูมิภายนอก เนื่องจากแสงแดดตกบนโลหะของตู้ อาจทำให้เกิดผลกระทบอย่างมากต่ออุณหภูมิภายใน แต่เฉพาะในกรณีที่รถไม่ได้รับการปรับเทียบอย่างเหมาะสมเพื่อรับมือกับอุณหภูมิที่ร้อนขึ้น อย่างไรก็ตามปัญหานี้สามารถลดลงได้ แต่นั่นไม่ใช่ทางเลือกเดียว คุณสามารถเห็นความสำคัญของระบบการตรวจสอบที่เชื่อถือได้ในการขนส่งด้วยตู้เย็น ดังนั้นโดยการคำนึงถึงสิ่งนี้ ควรตรวจสอบก่อนการเดินทางและตรวจสอบอุณหภูมิในรถพ่วงอย่างสม่ำเสมอ</p>
<p><strong>&#x200d;2. อุณหภูมิเปลี่ยนแปลงทางการหายใจ</strong><br />
&#x200d;อาหารบางชนิดมีอัตราการหายใจที่สูงกว่าอาหารประเภทอื่น ๆ ในการขนส่งในตู้เย็นทุกอย่างจะเชื่อมต่อระหว่างกันเนื่องจากการบำรุงรักษาอุณหภูมิของรถเทรลเลอร์ที่เหมาะสมมีความจำเป็นต่อการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิทางการหายใจของสินค้าที่กำลังขนย้าย ต้องคำนึงถึงอัตราการหายใจที่แตกต่างกันโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรถบรรทุกอาหารเย็น บรรทุกอาหารประเภทต่างๆและของที่เน่าเสียง่าย เป็นที่ทราบกันดีว่าในอุณหภูมิที่ต่ำกว่าอัตราการหายใจจะลดลง วิธีที่ง่ายที่สุดที่คุณสามารถติดตามสิ่งที่เกิดขึ้นภายในตู้เย็นได้ตลอดเวลาคือการติดตั้งระบบการตรวจสอบที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อให้อาหารปลอดภัย</p>
<p><strong>&#x200d;3. สภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวยจำเป็นต้องมีการต้านต่อการกัดกร่อน</strong><br />
&#x200d;อุปกรณ์ทำความเย็นสำหรับการขนส่งทางถนนจำเป็นต้องทำงานได้อย่างน่าเชื่อถือในสภาพแวดล้อมที่รุนแรงกว่าอุปกรณ์เครื่องทำความเย็นแบบคงที่ การกัดกร่อนเป็นกระบวนการทางธรรมชาติที่โลหะถูกเปลี่ยนกลับไปเป็นรูปแบบเดิมที่มีเสถียรภาพเมื่อสัมผัสกับอากาศและน้ำ อย่างไรก็ตามนวัตกรรมปัจจุบันในด้านการป้องกันและป้องกันการกัดกร่อนทำให้สามารถเพิ่มอายุการใช้งานของอุปกรณ์อุตสาหกรรมได้</p>
<p><strong>&#x200d;4. แรงสั่นสะเทือนและการสั่นสะเทือนตลอดเวลาต้องมีความเสถียรและความไว้ใจได้สูง</strong><br />
&#x200d;การกระแทกและการสั่นสะเทือนมีบทบาทสำคัญในระบบทางกลที่หลากหลายโดยเฉพาะในด้านวิศวกรรมการขนส่ง แรงสั่นสะเทือน และการสั่นสะเทือนทำให้ผู้ขับขี่ผู้โดยสารและหน่วยย่อยของยานพาหนะ การสั่นสะเทือนช่วยลดประสิทธิภาพของกระบวนการขนส่งและลดความปลอดภัยในการขนส่งและความสะดวกสบาย การสั่นสะเทือนที่เกิดจากการจราจรเป็นสาเหตุหลักที่ก่อให้เกิดปัญหาจากด้านสิ่งแวดล้อมเพราะอาจทำให้อุปกรณ์ที่มีความละเอียดอ่อนชำรุดและสร้างความเสียหายต่อผลิตภัณฑ์ได้</p>
<p><strong>&#x200d;5 ความร้อนแทรกซึม</strong><br />
&#x200d;ส่วนหนึ่งของปัญหาในช่วงฤดูร้อนที่การขนส่งในตู้เย็นต้องเผชิญคือความร้อนแทรกซึม ความร้อนแทรกซึมนั้นรวมถึงการไหลของอากาศเย็นที่สามารถเปลี่ยนเป็นอากาศร้อนได้อย่างง่ายดายและสามารถเกิดขึ้นได้เนื่องจากรอยแตกในโครงสร้างของรถเทรลเลอร์ ดังนั้นการตรวจสอบอย่างเต็มที่ของรถพ่วงมีความสำคัญมากก่อนที่การโหลดใด ๆ เกิดขึ้น การตรวจสอบอย่างเต็มรูปแบบควรรวมถึงตัวอย่างซีลประตูและมาตรวัดอุณหภูมิ ความร้อนสามารถแทรกซึมระหว่างการขนถ่ายซึ่งควรจะทำได้อย่างรวดเร็ว</p>
<p><strong>&#x200d;6. ข้อจำกัดของพื้นที่ที่ต้องการส่วนประกอบที่มีขนาดกะทัดรัด</strong><br />
&#x200d;ในยานพาหนะหลายห้องช่องแช่เย็นแบ่งออกเป็นหลายช่องโดยมีจุดปรับอุณหภูมิแต่ละจุดเพื่อให้มีความยืดหยุ่นด้านโลจิสติกส์สำหรับการดำเนินธุรกิจจำนวนมาก เป็นเรื่องปกติสำหรับซุปเปอร์มาร์เก็ตในการส่งมอบผลิตภัณฑ์ภายในรถพ่วงกึ่งเอนกประสงค์ อุณหภูมิที่แตกต่างกันในแต่ละช่องจะทำได้โดยการใช้คอยล์แบบระเหยแบบกระจายที่ป้อนจากหน่วยกลั่นตัวเดียว ในทางปฏิบัติทั่วไปช่องที่เย็นที่สุดตั้งอยู่ที่ด้านหน้าและส่วนที่อุ่นที่สุดอยู่ที่ด้านหลัง แต่ก็สามารถกำหนดอุณหภูมิได้</p>
<p><strong>&#x200d;7. ประสิทธิภาพในการประหยัดเชื้อเพลิงต้องใช้วัสดุส่วนประกอบที่มีน้ำหนักเบา</strong><br />
&#x200d;ประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิงที่สูงไม่จำเป็นต้องมีความหมายว่ามีการกระจายตัวที่มีประสิทธิภาพเพราะสามารถชดเชยกับการใช้กำลังการผลิตของยานพาหนะที่ไม่ดี การบริโภคเชื้อเพลิงภาคสนามขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างเช่น ประเภทของการดำเนินงานและประเภทของผลิตภัณฑ์ที่ขนส่ง ความหนาแน่นของเชื้อเพลิง การตั้งค่าซอฟต์แวร์ควบคุม เช่น การมอดูเลตของคอมเพรสเซอร์อย่างต่อเนื่องหรือการเปิด / ปิดเครื่องและการเริ่มต้นและการสิ้นสุดการละลายน้ำแข็ง ในหลายกรณีการใช้พลังงานภาคสนามสำหรับการกระจายความเย็นอาจสูงกว่าการกระจายอาหารแช่แข็งเนื่องจากข้อกำหนดในการควบคุมอุณหภูมิที่เข้มงวดมากขึ้นการหายใจของผลิตภัณฑ์และอัตราการไหลของอากาศที่สูงขึ้นเพื่อรักษาอุณหภูมิให้สม่ำเสมอ</p>
<p><strong>&#x200d;8. โหลดเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการทำความเย็นแล้ว</strong><br />
&#x200d;รถบรรทุกตู้เย็นได้รับการออกแบบเพื่อเก็บอาหารที่เน่าเสียง่ายและผลิตภัณฑ์ที่มีอุณหภูมิเดิมเมื่อโหลด ดังนั้นหากคุณต้องการหลีกเลี่ยงปัญหาและในเวลาเดียวกันเพื่อให้สอดคล้องกับกฎและข้อบังคับทั้งหมด ให้โหลดเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการทำความเย็นแล้วเท่านั้น หากคุณโหลดผลิตภัณฑ์บางอย่างที่มีความร้อนในขณะที่เก็บรวบรวมเครื่องก็จะจบลงที่ปลายทางสุดท้ายด้วยเช่นกัน ดังนั้นโปรดตรวจสอบอุณหภูมิภายในของผลิตภัณฑ์ก่อนที่จะบรรจุ</p>
<p><strong>&#x200d;9. ข้อผิดพลาดของคนขับ</strong><br />
&#x200d;คนขับต้องกำหนดโหมดการทำงานของเครื่องให้ทำงานอย่างต่อเนื่องหรือเริ่ม / หยุดเครื่อง นอกจากนี้คนขับยังจำเป็นต้องทำการละลายน้ำแข็งแบบ manual ของเครื่องทำความเย็นเมื่อจำเป็น อย่างไรก็ตามหน่วยทำความเย็นมีความซับซ้อนและแตกต่างกัน ในการกำหนดค่าพื้นฐานเหล่านี้ คนขับต้องคุ้นเคยกับการทำงานของคอนโทรลเลอร์ของเครื่องทำความเย็น นอกจากนี้ยังทำให้พวกเขาเสี่ยงต่อความผิดพลาดเมื่อใช้อุปกรณ์​</p>
<p><strong>&#x200d;Source :</strong> <a href="https://hal.science/hal-00528953/document" target="_blank" rel="noopener">www.hindawi.com</a><br />
&#x200d; <a href="https://www.fueloyal.com/refrigerated-transportation-summer-issues-year-challenges" target="_blank" rel="noopener">www.fueloyal.com</a><br />
&#x200d; <a href="https://www.danfoss.com/en/markets/automotive/dcs/transport-refrigeration/#tab-overview" target="_blank" rel="noopener">www.danfoss.com</a><br />
&#x200d; <a href="https://www.fleetowner.com/driver-management-resource-center/7-challenges-refrigerated-transportation" target="_blank" rel="noopener">www.fleetowner.com</a><br />
&#x200d; <a href="https://www.windpowerengineering.com/projects/environmental/building-corrosion-resistant-equipment-harsh-industrial-environments" target="_blank" rel="noopener">www.windpowerengineering.com</a></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>วิธีซ่อมแซมรอยขีดข่วนรถยนต์​</title>
		<link>https://monthakarngroup.com/knowledge/how-to-repair-car-scratch/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[monthakarn]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 23 Nov 2023 09:53:03 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[เคล็บลับควรรู้]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://monthakarngroup.com/?p=346</guid>

					<description><![CDATA[งานสีรถของคุณมีมากกว่าแค่ความสวยงาม ซึ่งวัตถุประสงค์ของมันคือการปกป้องโลหะสีตัวถังของรถยนต์จากการกัดกร่อนและสนิมที่สามารถสร้างความเสียหายได้อย่างรวดเร็ว ถ้าคุณมีการใช้งานรถตามปกติ ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่คุณจะต้องเจอกับรอยขีดข่วนบนสีหรือรอยบิ่นที่จะเกิดขึ้น แต่งานซ่อมที่ละเอียดนั้นอาจไม่สามารถมองเห็นได้ ตรวจสอบรอยขีดข่วน ทำความสะอาดรถและใช้ชุด touch-up เพื่อแก้ไขปัญหารอยขีดข่วน นี่คือขั้นตอน ‍ขั้นที่ 1: การขัดสีเป็นสิ่งที่ผิดมากที่จะถูรถของคุณด้วยกระดาษทราย แต่นั่นคือสิ่งที่คุณต้องทำ คุณต้องทำให้รอยขีดข่วนแย่กว่าเดิมก่อนที่จะทำให้มันดีขึ้น แต่มันเป็นวิธีการที่จะบดลงไปโลหะเปลือยเพื่อที่จะทำให้รถของคุณนั้นสวยงามอีกครั้ง ‍ขั้นตอนที่ 2: การรองพื้นขั้นแรกใช้รองพื้นโทนสีดำที่สามารถขัดได้ เติมลงด้วยกระดาษทรายด้วยสิ่งที่คล้ายคลึงกับสีดำต้นฉบับ เคลือบโลหะรวมทั้งหมด 3 ชั้น รอประมาณห้าถึงสิบนาทีเพื่อให้แห้งก่อนดำเนินการต่อ นี่คือกระบวนการที่ใช้ในการทำงาน touch-up ปกติ: พ่นสีสองนาทีและรอประมาณสิบนาทีและพ่นสองนาทีอีกครั้ง ‍ขั้นตอนที่ 3: เคลือบผิวไพรเมอร์นั้นเป็นฐานเคลือบ ซึ่งหมายความว่าต้องมีการพ่นอีก ในการพ่นแต่ละครั้งเป็นการซีลชั้นสีและชั้นป้องกันด้านล่าง ระหว่างการพ่น คุณต้องขัดด้วยกระดาษทรายที่ละเอียดกว่า และสุดท้ายขัดด้วยกระดาษทรายเปียก 1,500 grit ซึ่งจะเรียบกว่าแผ่นสำหรับงานก่อสร้าง ในแต่ละขั้นตอนคุณก็จะยิ่งเข้าใกล้งานระดับโรงงานมากขึ้น การเคลือบใสครั้งสุดท้ายจะช่วยปิดงานของคุณด้วยเปลือกเงา ‍ขั้นตอนที่ 4: ผลลัพธ์เคลือบใสสามารถแห้งได้ภายในคืนเดียวและทำให้เงางามซึ่งจะนำคุณไปสู่ภาวะที่ต้องเลือก: งาน touch-up ดูดีกว่าสีเดิม ซึ่งแน่นอนสีใหม่เก้าชั้นนั้นดูดีกว่าสีดำที่เก่าเป็นสิบปี คำแนะนำบอกว่าแว็กซ์ทั้งหมดจะช่วยให้การผสมผสานนั้นดีขึ้น ขั้นตอนสุดท้าย: ใช้บัฟเฟอร์หมุนขัดและหวังว่ามันจะกลมกลืน ‍กายวิภาคของรอยขีดข่วน ‍นอกเสียจากรถที่คุณซ่อมนั้นจะมีอายุมากกว่า 20 ปีหรือเป็นสีที่ทำใหม่ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>งานสีรถของคุณมีมากกว่าแค่ความสวยงาม ซึ่งวัตถุประสงค์ของมันคือการ<a href="https://www.monthakarngroup.com/customers.html">ปกป้องโลหะสีตัวถังของรถยนต์</a>จากการกัดกร่อนและสนิมที่สามารถสร้างความเสียหายได้อย่างรวดเร็ว ถ้าคุณมีการใช้งานรถตามปกติ ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่คุณจะต้องเจอกับรอยขีดข่วนบนสีหรือรอยบิ่นที่จะเกิดขึ้น แต่งานซ่อมที่ละเอียดนั้นอาจไม่สามารถมองเห็นได้ ตรวจสอบรอยขีดข่วน ทำความสะอาดรถและใช้ชุด touch-up เพื่อแก้ไขปัญหารอยขีดข่วน นี่คือขั้นตอน</p>
<hr />
<p><strong>&#x200d;ขั้นที่ 1:</strong> การขัดสีเป็นสิ่งที่ผิดมากที่จะถูรถของคุณด้วยกระดาษทราย แต่นั่นคือสิ่งที่คุณต้องทำ คุณต้องทำให้รอยขีดข่วนแย่กว่าเดิมก่อนที่จะทำให้มันดีขึ้น แต่มันเป็นวิธีการที่จะบดลงไปโลหะเปลือยเพื่อที่จะทำให้รถของคุณนั้นสวยงามอีกครั้ง</p>
<p><strong>&#x200d;ขั้นตอนที่ 2:</strong> การรองพื้นขั้นแรกใช้รองพื้นโทนสีดำที่สามารถขัดได้ เติมลงด้วยกระดาษทรายด้วยสิ่งที่คล้ายคลึงกับสีดำต้นฉบับ เคลือบโลหะรวมทั้งหมด 3 ชั้น รอประมาณห้าถึงสิบนาทีเพื่อให้แห้งก่อนดำเนินการต่อ นี่คือกระบวนการที่ใช้ในการทำงาน touch-up ปกติ: พ่นสีสองนาทีและรอประมาณสิบนาทีและพ่นสองนาทีอีกครั้ง</p>
<p><strong>&#x200d;ขั้นตอนที่ 3:</strong> เคลือบผิวไพรเมอร์นั้นเป็นฐานเคลือบ ซึ่งหมายความว่าต้องมีการพ่นอีก ในการพ่นแต่ละครั้งเป็นการซีลชั้นสีและชั้นป้องกันด้านล่าง ระหว่างการพ่น คุณต้องขัดด้วยกระดาษทรายที่ละเอียดกว่า และสุดท้ายขัดด้วยกระดาษทรายเปียก 1,500 grit ซึ่งจะเรียบกว่าแผ่นสำหรับงานก่อสร้าง ในแต่ละขั้นตอนคุณก็จะยิ่งเข้าใกล้งานระดับโรงงานมากขึ้น การเคลือบใสครั้งสุดท้ายจะช่วยปิดงานของคุณด้วยเปลือกเงา</p>
<p><strong>&#x200d;ขั้นตอนที่ 4:</strong> ผลลัพธ์เคลือบใสสามารถแห้งได้ภายในคืนเดียวและทำให้เงางามซึ่งจะนำคุณไปสู่ภาวะที่ต้องเลือก: งาน touch-up ดูดีกว่าสีเดิม ซึ่งแน่นอนสีใหม่เก้าชั้นนั้นดูดีกว่าสีดำที่เก่าเป็นสิบปี คำแนะนำบอกว่าแว็กซ์ทั้งหมดจะช่วยให้การผสมผสานนั้นดีขึ้น ขั้นตอนสุดท้าย: ใช้บัฟเฟอร์หมุนขัดและหวังว่ามันจะกลมกลืน</p>
<p><strong>&#x200d;กายวิภาคของรอยขีดข่วน</strong><br />
&#x200d;นอกเสียจากรถที่คุณซ่อมนั้นจะมีอายุมากกว่า 20 ปีหรือเป็นสีที่ทำใหม่ สีนั้นจะมีตัวเร่งการเคลือบใส แข็งตัวด้วยการใช้สารเคมีและอยู่ตัวได้ภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังจากการดำเนินงานจากโรงงาน ในทางกลับกัน สีที่คุณใช้ไม่ว่าจะเป็นไพรเมอร์ สีหรือแบบใส ก็ล้วนคือ แล็คเกอร์ แลคเกอร์แห้งเนื่องจากตัวทำละลายระเหย และทิ้งของแข็งไว้ แม้ว่าอาจจะให้ความรู้สึกแข็งและสามารถขัดได้ภายในเวลาไม่กี่นาที ก็จะมีการหดตัวต่อไปเรื่อย ๆ สักพัก ปล่อยให้แล็กเกอร์แห้งอย่างน้อยหนึ่งคืนเพื่อให้สามารถมีการหดตัวก่อนที่จะเพิ่มการเคลือบอื่น เวลาที่ดีที่สุดในการจัดการกับรอยขีดข่วนสีคือเร็วที่สุดหลังจากที่คุณค้นพบรอยเหล่านั้น จับคู่สีงาน touch-up ก่อนในกรณีที่คุณต้องการใช้ ตรวจสอบให้แน่ใจว่าเลือกสีที่ถูกต้องตามรหัสสีรถยนต์ของคุณซึ่งจะสามารถดูได้ที่ป้ายข้อมูลของเสาประตูของคนขับ</p>
<p><strong>&#x200d;แหล่งที่มา :</strong> <a href="https://www.popularmechanics.com/cars/how-to/g173/how-to-fix-a-car-paint-scratch/" target="_blank" rel="noopener">www.yourmechanic.com</a></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ควรทำสีรถใหม่หรือไม่​</title>
		<link>https://monthakarngroup.com/knowledge/should-i-paint-new-car/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[monthakarn]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 23 Nov 2023 09:49:15 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[เคล็บลับควรรู้]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://monthakarngroup.com/?p=342</guid>

					<description><![CDATA[ตัวถังรถบรรทุก ก็เหมือนกับร่างกายมนุษย์ สีคงไม่เพอร์เฟคอยู่ตลอดนอกจากจะเป็นรถใหม่ และก็มีการเสื่อมสภาพ เก่าลงไปตามเวลา หรือพูดง่ายๆ คือ การรักษาหุ่นที่ดีไว้นั้นง่ายกว่าการที่จะทำให้หุ่นกลับมาเป็นเหมือนเดิมหลังจากปล่อยมาเป็นเวลานาน เช่นเดียวกับร่างกาย ตัวถังรถของคุณก็สามารถมีการรักษาให้อยู่ในสภาพดีได้ง่ายถ้าหากคุณมีความใส่ใจมากพอ เช่น การจอดไว้ในร่ม ดูแลให้ห่างจากสิ่งสกปรก ตัวถังก็จะสามารถอยู่ในสภาพดีได้นาน แต่ปัญหาคือ ต่างจากร่างกายแล้ว คุณอาจได้รถนั้นมาจากเจ้าของที่ขาดการดูแลมาเป็นเวลานาน ไม่ว่าคุณจะทำสีรถหรือไม่ หรือจะใช้จ่ายมากน้อยยังไงนั้นขึ้นอยู่กับเป้าหมายของคุณ แต่ก็จะเป็นเรื่องที่ดีกว่าที่จะมีสีการทำสีให้รถ นอกเหนือจากเรื่องความสวยงามแล้ว สีเป็นตัวยับยั้งการเกิดสนิมที่สำคัญซึ่งจะช่วยยืดอายุการใช้งานของรถได้ผู้คนมีเหตุผลหลายประการในการทำสีรถใหม่ ซึ่งนี้เป็นเหตุผลที่พบมากที่สุดนอกเหนือจากเรื่องความสวยงาม : ‍สีเสื่อมสภาพหรือมีการลอกทำให้เห็นโลหะเปลือย เป้าหมายคือการป้องกันตัวถังจากสนิมและ / หรือปรับปรุงรูปลักษณ์โดยรวม ‍สีมีการจางลงหรือมีรอยขีดข่วนทำให้รถดูไม่ใหม่ เป้าหมายคือการคืนสภาพรถให้มีลักษณะเดิมเหมือนตอนซื้อครั้งแรก ‍เจ้าของรถต้องการเปลี่ยนสีของรถ เป้าหมายคือการทำให้รถดูมีสีใหม่เสมอ ‍เป็นโครงการซ่อมแซมหรือรถแต่ง เป้าหมายคือการใช้การโชว์สีที่มีคุณภาพด้วยการสีหรือเอฟเฟ็กต์หลายสีเพิ่มกราฟิกและการตกแต่งอื่นๆที่กำหนดเอง ค่าใช้จ่ายของงานทาสีนั้นแตกต่างกันขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ของคุณ สีสำหรับการป้องกันเบาๆเป็นงานที่ไม่หนักและราคาก็ถูกกว่าการทาสีรถที่เน้นคุณภาพ ซึ่งเป็นประโยชน์ในการตัดสินใจว่าคุณจะทำสีรถของคุณหรือไม่ ‍ทำการบ้านให้ดี ‍หากคุณตัดสินใจที่จะทำสีรถยนต์ เงินที่คุณพร้อมจะจ่ายนั้นควรจะพิจรณาตามอายุและมูลค่าของรถคันนั้น ซึ่งอาจไม่ใช่ความคิดที่ดีที่จะใช้จ่ายเงินจำนวนเป็นแสนในการทำสีรถที่มีมูลค่าไม่ถึงแสน แต่สีทั้งหมดไม่ได้สร้างมาเหมือนกันเช่นเดียวกับอู่ที่รับทำ ตรวจสอบข้อมูลและชื่อเสียงให้ดี ลองดูตัวอย่างของงานสีประเภทเดียวกันและดูว่ามีการดูแลกระบวนการทำต่างๆ ดีหรือไม่ การพ่นสีใหม่ให้กับสีที่พ่นมาไม่ดีนั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ฉะนั้นเลือกอู่ให้ดีและรอบคอบ และคุณจะได้ผลลัพธ์ที่พร้อมอยู่กับคุณไปตลอดการใช้งานของรถ ‍แหล่งที่มา : https://gasqcollision.com ‍ www.cartechbooks.com ​]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ตัวถังรถบรรทุก </strong>ก็เหมือนกับร่างกายมนุษย์ สีคงไม่เพอร์เฟคอยู่ตลอดนอกจากจะเป็นรถใหม่ และก็มีการเสื่อมสภาพ เก่าลงไปตามเวลา หรือพูดง่ายๆ คือ การรักษาหุ่นที่ดีไว้นั้นง่ายกว่าการที่จะทำให้หุ่นกลับมาเป็นเหมือนเดิมหลังจากปล่อยมาเป็นเวลานาน</p>
<hr />
<p>เช่นเดียวกับร่างกาย ตัวถังรถของคุณก็สามารถมีการรักษาให้อยู่ในสภาพดีได้ง่ายถ้าหากคุณมีความใส่ใจมากพอ เช่น การจอดไว้ในร่ม ดูแลให้ห่างจากสิ่งสกปรก ตัวถังก็จะสามารถอยู่ในสภาพดีได้นาน แต่ปัญหาคือ ต่างจากร่างกายแล้ว คุณอาจได้รถนั้นมาจากเจ้าของที่ขาดการดูแลมาเป็นเวลานาน</p>
<p>ไม่ว่าคุณจะทำสีรถหรือไม่ หรือจะใช้จ่ายมากน้อยยังไงนั้นขึ้นอยู่กับเป้าหมายของคุณ แต่ก็จะเป็นเรื่องที่ดีกว่าที่จะมีสีการทำสีให้รถ นอกเหนือจากเรื่องความสวยงามแล้ว สีเป็นตัวยับยั้งการเกิดสนิมที่สำคัญซึ่งจะช่วยยืดอายุการใช้งานของรถได้ผู้คนมีเหตุผลหลายประการในการทำสีรถใหม่ ซึ่งนี้เป็นเหตุผลที่พบมากที่สุดนอกเหนือจากเรื่องความสวยงาม :</p>
<p><strong>&#x200d;สีเสื่อมสภาพหรือมีการลอกทำให้เห็นโลหะเปลือย</strong> เป้าหมายคือการป้องกันตัวถังจากสนิมและ / หรือปรับปรุงรูปลักษณ์โดยรวม</p>
<p><strong>&#x200d;สีมีการจางลงหรือมีรอยขีดข่วนทำให้รถดูไม่ใหม่</strong> เป้าหมายคือการคืนสภาพรถให้มีลักษณะเดิมเหมือนตอนซื้อครั้งแรก</p>
<p><strong>&#x200d;เจ้าของรถต้องการเปลี่ยนสีของรถ</strong> เป้าหมายคือการทำให้รถดูมีสีใหม่เสมอ</p>
<p><strong>&#x200d;เป็นโครงการซ่อมแซมหรือรถแต่ง</strong> เป้าหมายคือการใช้การโชว์สีที่มีคุณภาพด้วยการสีหรือเอฟเฟ็กต์หลายสีเพิ่มกราฟิกและการตกแต่งอื่นๆที่กำหนดเอง ค่าใช้จ่ายของงานทาสีนั้นแตกต่างกันขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ของคุณ สีสำหรับการป้องกันเบาๆเป็นงานที่ไม่หนักและราคาก็ถูกกว่าการทาสีรถที่เน้นคุณภาพ ซึ่งเป็นประโยชน์ในการตัดสินใจว่าคุณจะทำสีรถของคุณหรือไม่</p>
<p><strong>&#x200d;ทำการบ้านให้ดี</strong><br />
&#x200d;หากคุณตัดสินใจที่จะทำสีรถยนต์ เงินที่คุณพร้อมจะจ่ายนั้นควรจะพิจรณาตามอายุและมูลค่าของรถคันนั้น ซึ่งอาจไม่ใช่ความคิดที่ดีที่จะใช้จ่ายเงินจำนวนเป็นแสนในการทำสีรถที่มีมูลค่าไม่ถึงแสน แต่สีทั้งหมดไม่ได้สร้างมาเหมือนกันเช่นเดียวกับอู่ที่รับทำ ตรวจสอบข้อมูลและชื่อเสียงให้ดี ลองดูตัวอย่างของงานสีประเภทเดียวกันและดูว่ามีการดูแลกระบวนการทำต่างๆ ดีหรือไม่</p>
<p>การพ่นสีใหม่ให้กับสีที่พ่นมาไม่ดีนั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ฉะนั้นเลือกอู่ให้ดีและรอบคอบ และคุณจะได้ผลลัพธ์ที่พร้อมอยู่กับคุณไปตลอดการใช้งานของรถ</p>
<p><strong>&#x200d;แหล่งที่มา :</strong> <a href="https://gasqcollision.com/blog/should-i-repaint-my-car" target="_blank" rel="noopener">https://gasqcollision.com</a><br />
&#x200d; <a href="https://www.cartechbooks.com/techtips/should-i-repaint-my-car-lessons-and-examples" target="_blank" rel="noopener">www.cartechbooks.com</a> ​</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>จะประหยัดจากการใช้รถตู้แช่เย็นได้อย่างไร</title>
		<link>https://monthakarngroup.com/knowledge/how-to-use-refrigerated-van/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[monthakarn]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 23 Nov 2023 09:46:25 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[เคล็บลับควรรู้]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://monthakarngroup.com/?p=339</guid>

					<description><![CDATA[เรามักถูกลูกค้าที่ยังใหม่กับธุรกิจขนส่งแช่เย็นถามว่าพวกเขาต้องการรถตู้แช่เย็นสำหรับการจัดส่งหรือไม่หากสินค้าที่ขนย้ายอยู่ในลักษณะที่สามารถเน่าเปื่อยหรือไวต่ออุณหภูมิ (เช่น ผลิตภัณฑ์ยา) คำตอบก็คือ ต้องการ! อย่างไรก็ตามประสิทธิภาพและการประหยัดเชื้อเพลิงของยานพาหนะแช่เย็นเป็นความกังวลหลักของลูกค้าหลายคนของเราโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับธุรกิจขนาดเล็กซึ่งอาจมีทรัพยากรที่จำกัดให้กับการขนส่งโดยตู้แช่ คุณอาจจินตนาการได้ว่ารถบรรทุกแช่เย็นใช้เชื้อเพลิงน้อยกว่ารถบรรทุกมาตรฐานในแบบเดียวกันซึ่งมีเหตุผลประกอบบางอย่างสำหรับเรื่องนี้ ประการแรกคือเครื่องจักรที่ใช้ในการทำความเย็นจะถูกขับเคลื่อนโดยตรงจากเครื่องยนต์ในกรณีส่วนใหญ่ ซึ่งหมายความว่าต้องมีการผลิตพลังงานมากขึ้นและต้องเสียเชื้อเพลิงมากขึ้น ประการที่สองคือเครื่องจักรทำความเย็นและวัสดุฉนวนที่พบในรถบรรทุกแช่เย็นมักจะค่อนข้างหนักและจะเพิ่มน้ำหนักให้กับรถบรรทุกได้มากแม้ว่ารถจะว่างเปล่าก็ตามซึ่งในที่สุดแล้ว รถบรรทุกขนาดใหญ่และหนักกว่าก็ใช้เชื้อเพลิงมากกว่าในการขับเคลื่อนรถไปข้างหน้า มีรถบรรทุกแช่เย็นบางรุ่นที่ใช้แบตเตอรี่สำรองแทนกลไกการขับเคลื่อนโดยตรงรถบรรทุกแช่เย็นเหล่านี้มักจะมีอายุยาวขึ้นเล็กน้อยและมักจะมีการจำกัดการแช่เย็นมากกว่าอุณหภูมิที่แช่แข็งแน่นอนว่านี่หมายความว่ารถบรรทุกจะใช้เชื้อเพลิงน้อยลงเมื่อมีการเดินทางอีกทางเลือกหนึ่งคือกลไกการระบายความร้อนแบบยูเทคติค ซึ่งเป็นการใช้คอลัมน์ที่แช่แข็งข้ามคืนจากแหล่งพลังงานไฟฟ้าภายนอก ผู้ผลิตยานยนต์และบริษัทผู้เชี่ยวชาญต่างก็กำลังดำเนินการแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างต่อเนื่องประสิทธิภาพของเครื่องยนต์เป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดปริมาณการใช้เชื้อเพลิงของยานพาหนะและรุ่นใหม่ล่าสุดหลายแบบก็มีเทคโนโลยีประหยัดพลังงานเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพและลดการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงซึ่งยานยนต์รุ่นใหม่ล่าสุดมีแนวโน้มที่จะเหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ ‍คุณสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิงของรถตู้แช่เย็นของคุณได้ ‍หากประสิทธิภาพเป็นหนึ่งในสิ่งสำคัญอันดับแรกของคุณ สิ่งหนึ่งของการดำเนินการที่เราต้องแนะนำคือ คุณจะต้องคำนึงถึงจำนวนรถตู้แช่เย็นที่คุณต้องการตัวอย่างเช่นคุณอาจพบว่าคุณสามารถจัดส่งสินค้าได้ทั้งหมดด้วยรถตู้แช่เย็นเพียงคันเดียวตราบเท่าที่คุณตารางกำหนดเวลาไว้อย่างชาญฉลาด ยิ่งไปกว่านั้นคุณอาจจะคิดว่าการนำรถของคุณออกเช่านั้นมีความคุ้มค่า ซึ่งสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายของคุณลงได้ เนื่องจากคุณแค่ใช้มันในการขนส่งของที่ต้องการเท่านั้น เป็นการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงปริมาณที่ต่ำและลดค่าใช้จ่ายรวมทั้งการปล่อยมลพิษได้ในที่สุดแล้ว การขับขี่แบบประหยัดสามารถช่วยสร้างความแตกต่างอย่างมากให้กับการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงของรถตู้แช่เย็นของคุณอาจดูเป็นเรื่องธรรมดาแต่คุณอาจรู้สึกประหลาดใจได้เลยว่ามันถูกมองข้ามไปบ่อยแค่ไหน! ใช้เวลาในการเตรียมตัวออกเดินทาง,การเร่งเครื่องอย่างนุ่มนวลและค่อย ๆ เหยียบเบรกจะสามารถสร้างความแตกต่างได้อย่างชัดเจนในด้านการใช้เชื้อเพลิง โดยเฉพาะการเดินทางในระยะไกล ‍แหล่งที่มา : www.coolvan.co.uk ‍ www.coolkit.co.uk ‍ www.glaciervehicles.com]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เรามักถูกลูกค้าที่ยังใหม่กับธุรกิจขนส่งแช่เย็นถามว่าพวกเขาต้องการรถตู้แช่เย็นสำหรับการจัดส่งหรือไม่หากสินค้าที่ขนย้ายอยู่ในลักษณะที่สามารถเน่าเปื่อยหรือไวต่ออุณหภูมิ (เช่น ผลิตภัณฑ์ยา) คำตอบก็คือ ต้องการ! อย่างไรก็ตามประสิทธิภาพและการประหยัดเชื้อเพลิงของยานพาหนะแช่เย็นเป็นความกังวลหลักของลูกค้าหลายคนของเราโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับธุรกิจขนาดเล็กซึ่งอาจมีทรัพยากรที่จำกัดให้กับการขนส่งโดยตู้แช่</p>
<hr />
<p>คุณอาจจินตนาการได้ว่ารถบรรทุกแช่เย็นใช้เชื้อเพลิงน้อยกว่ารถบรรทุกมาตรฐานในแบบเดียวกันซึ่งมีเหตุผลประกอบบางอย่างสำหรับเรื่องนี้</p>
<p>ประการแรกคือเครื่องจักรที่ใช้ในการทำความเย็นจะถูกขับเคลื่อนโดยตรงจากเครื่องยนต์ในกรณีส่วนใหญ่ ซึ่งหมายความว่าต้องมีการผลิตพลังงานมากขึ้นและต้องเสียเชื้อเพลิงมากขึ้น<br />
ประการที่สองคือเครื่องจักรทำความเย็นและวัสดุฉนวนที่พบในรถบรรทุกแช่เย็นมักจะค่อนข้างหนักและจะเพิ่มน้ำหนักให้กับรถบรรทุกได้มากแม้ว่ารถจะว่างเปล่าก็ตามซึ่งในที่สุดแล้ว รถบรรทุกขนาดใหญ่และหนักกว่าก็ใช้เชื้อเพลิงมากกว่าในการขับเคลื่อนรถไปข้างหน้า</p>
<p>มีรถบรรทุกแช่เย็นบางรุ่นที่ใช้แบตเตอรี่สำรองแทนกลไกการขับเคลื่อนโดยตรงรถบรรทุกแช่เย็นเหล่านี้มักจะมีอายุยาวขึ้นเล็กน้อยและมักจะมีการจำกัดการแช่เย็นมากกว่าอุณหภูมิที่แช่แข็งแน่นอนว่านี่หมายความว่ารถบรรทุกจะใช้เชื้อเพลิงน้อยลงเมื่อมีการเดินทางอีกทางเลือกหนึ่งคือกลไกการระบายความร้อนแบบยูเทคติค ซึ่งเป็นการใช้คอลัมน์ที่แช่แข็งข้ามคืนจากแหล่งพลังงานไฟฟ้าภายนอก</p>
<p>ผู้ผลิตยานยนต์และบริษัทผู้เชี่ยวชาญต่างก็กำลังดำเนินการแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างต่อเนื่องประสิทธิภาพของเครื่องยนต์เป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดปริมาณการใช้เชื้อเพลิงของยานพาหนะและรุ่นใหม่ล่าสุดหลายแบบก็มีเทคโนโลยีประหยัดพลังงานเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพและลดการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงซึ่งยานยนต์รุ่นใหม่ล่าสุดมีแนวโน้มที่จะเหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้</p>
<p><strong>&#x200d;คุณสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิงของรถตู้แช่เย็นของคุณได้</strong><br />
&#x200d;หากประสิทธิภาพเป็นหนึ่งในสิ่งสำคัญอันดับแรกของคุณ สิ่งหนึ่งของการดำเนินการที่เราต้องแนะนำคือ คุณจะต้องคำนึงถึงจำนวนรถตู้แช่เย็นที่คุณต้องการตัวอย่างเช่นคุณอาจพบว่าคุณสามารถจัดส่งสินค้าได้ทั้งหมดด้วยรถตู้แช่เย็นเพียงคันเดียวตราบเท่าที่คุณตารางกำหนดเวลาไว้อย่างชาญฉลาด</p>
<p>ยิ่งไปกว่านั้นคุณอาจจะคิดว่าการนำรถของคุณออกเช่านั้นมีความคุ้มค่า ซึ่งสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายของคุณลงได้ เนื่องจากคุณแค่ใช้มันในการขนส่งของที่ต้องการเท่านั้น เป็นการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงปริมาณที่ต่ำและลดค่าใช้จ่ายรวมทั้งการปล่อยมลพิษได้ในที่สุดแล้ว การขับขี่แบบประหยัดสามารถช่วยสร้างความแตกต่างอย่างมากให้กับการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงของรถตู้แช่เย็นของคุณอาจดูเป็นเรื่องธรรมดาแต่คุณอาจรู้สึกประหลาดใจได้เลยว่ามันถูกมองข้ามไปบ่อยแค่ไหน! ใช้เวลาในการเตรียมตัวออกเดินทาง,การเร่งเครื่องอย่างนุ่มนวลและค่อย ๆ เหยียบเบรกจะสามารถสร้างความแตกต่างได้อย่างชัดเจนในด้านการใช้เชื้อเพลิง โดยเฉพาะการเดินทางในระยะไกล</p>
<p><strong>&#x200d;แหล่งที่มา :</strong> <a href="http://www.coolvan.co.uk/do-i-really-need-to-run-a-fridge-van.html" target="_blank" rel="noopener">www.coolvan.co.uk</a><br />
&#x200d; <a href="https://www.coolkit.co.uk/blog/how-economical-is-it-to-run-a-fridge-van" target="_blank" rel="noopener">www.coolkit.co.uk</a><br />
&#x200d; <a href="https://www.glaciervehicles.com/vans/refrigerated/much-fuel-refrigerated-truck-consume" target="_blank" rel="noopener">www.glaciervehicles.com</a></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>รถบรรทุกทรงกล่องหรือรถตู้ขนส่งอะไรดีต่อธุรกิจของคุณมากกว่ากัน</title>
		<link>https://monthakarngroup.com/knowledge/box-body-van-or-panel-van/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[monthakarn]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 23 Nov 2023 09:43:42 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[เคล็บลับควรรู้]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://monthakarngroup.com/?p=336</guid>

					<description><![CDATA[เรามักถูกลูกค้าที่ยังใหม่กับธุรกิจขนส่งแช่เย็นถามว่าพวกเขาต้องการรถตู้แช่เย็นสำหรับการจัดส่งหรือไม่หากสินค้าที่ขนย้ายอยู่ในลักษณะที่สามารถเน่าเปื่อยหรือไวต่ออุณหภูมิ (เช่น ผลิตภัณฑ์ยา) คำตอบก็คือ ต้องการ! อย่างไรก็ตามประสิทธิภาพและการประหยัดเชื้อเพลิงของยานพาหนะแช่เย็นเป็นความกังวลหลักของลูกค้าหลายคนของเราโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับธุรกิจขนาดเล็กซึ่งอาจมีทรัพยากรที่จำกัดให้กับการขนส่งโดยตู้แช่ คุณอาจจินตนาการได้ว่ารถบรรทุกแช่เย็นใช้เชื้อเพลิงน้อยกว่ารถบรรทุกมาตรฐานในแบบเดียวกันซึ่งมีเหตุผลประกอบบางอย่างสำหรับเรื่องนี้ ประการแรกคือเครื่องจักรที่ใช้ในการทำความเย็นจะถูกขับเคลื่อนโดยตรงจากเครื่องยนต์ในกรณีส่วนใหญ่ ซึ่งหมายความว่าต้องมีการผลิตพลังงานมากขึ้นและต้องเสียเชื้อเพลิงมากขึ้น ประการที่สองคือเครื่องจักรทำความเย็นและวัสดุฉนวนที่พบในรถบรรทุกแช่เย็นมักจะค่อนข้างหนักและจะเพิ่มน้ำหนักให้กับรถบรรทุกได้มากแม้ว่ารถจะว่างเปล่าก็ตามซึ่งในที่สุดแล้ว รถบรรทุกขนาดใหญ่และหนักกว่าก็ใช้เชื้อเพลิงมากกว่าในการขับเคลื่อนรถไปข้างหน้า มีรถบรรทุกแช่เย็นบางรุ่นที่ใช้แบตเตอรี่สำรองแทนกลไกการขับเคลื่อนโดยตรงรถบรรทุกแช่เย็นเหล่านี้มักจะมีอายุยาวขึ้นเล็กน้อยและมักจะมีการจำกัดการแช่เย็นมากกว่าอุณหภูมิที่แช่แข็งแน่นอนว่านี่หมายความว่ารถบรรทุกจะใช้เชื้อเพลิงน้อยลงเมื่อมีการเดินทางอีกทางเลือกหนึ่งคือกลไกการระบายความร้อนแบบยูเทคติค ซึ่งเป็นการใช้คอลัมน์ที่แช่แข็งข้ามคืนจากแหล่งพลังงานไฟฟ้าภายนอก ผู้ผลิตยานยนต์และบริษัทผู้เชี่ยวชาญต่างก็กำลังดำเนินการแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างต่อเนื่องประสิทธิภาพของเครื่องยนต์เป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดปริมาณการใช้เชื้อเพลิงของยานพาหนะและรุ่นใหม่ล่าสุดหลายแบบก็มีเทคโนโลยีประหยัดพลังงานเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพและลดการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงซึ่งยานยนต์รุ่นใหม่ล่าสุดมีแนวโน้มที่จะเหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ ‍คุณสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิงของรถตู้แช่เย็นของคุณได้ ‍หากประสิทธิภาพเป็นหนึ่งในสิ่งสำคัญอันดับแรกของคุณ สิ่งหนึ่งของการดำเนินการที่เราต้องแนะนำคือ คุณจะต้องคำนึงถึงจำนวนรถตู้แช่เย็นที่คุณต้องการตัวอย่างเช่นคุณอาจพบว่าคุณสามารถจัดส่งสินค้าได้ทั้งหมดด้วยรถตู้แช่เย็นเพียงคันเดียวตราบเท่าที่คุณตารางกำหนดเวลาไว้อย่างชาญฉลาด ยิ่งไปกว่านั้นคุณอาจจะคิดว่าการนำรถของคุณออกเช่านั้นมีความคุ้มค่า ซึ่งสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายของคุณลงได้ เนื่องจากคุณแค่ใช้มันในการขนส่งของที่ต้องการเท่านั้น เป็นการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงปริมาณที่ต่ำและลดค่าใช้จ่ายรวมทั้งการปล่อยมลพิษได้ในที่สุดแล้ว การขับขี่แบบประหยัดสามารถช่วยสร้างความแตกต่างอย่างมากให้กับการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงของรถตู้แช่เย็นของคุณอาจดูเป็นเรื่องธรรมดาแต่คุณอาจรู้สึกประหลาดใจได้เลยว่ามันถูกมองข้ามไปบ่อยแค่ไหน! ใช้เวลาในการเตรียมตัวออกเดินทาง,การเร่งเครื่องอย่างนุ่มนวลและค่อย ๆ เหยียบเบรกจะสามารถสร้างความแตกต่างได้อย่างชัดเจนในด้านการใช้เชื้อเพลิง โดยเฉพาะการเดินทางในระยะไกล ‍แหล่งที่มา : www.coolvan.co.uk ‍ www.coolkit.co.uk ‍ www.glaciervehicles.com]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เรามักถูกลูกค้าที่ยังใหม่กับธุรกิจขนส่งแช่เย็นถามว่าพวกเขาต้องการรถตู้แช่เย็นสำหรับการจัดส่งหรือไม่หากสินค้าที่ขนย้ายอยู่ในลักษณะที่สามารถเน่าเปื่อยหรือไวต่ออุณหภูมิ (เช่น ผลิตภัณฑ์ยา) คำตอบก็คือ ต้องการ! อย่างไรก็ตามประสิทธิภาพและการประหยัดเชื้อเพลิงของยานพาหนะแช่เย็นเป็นความกังวลหลักของลูกค้าหลายคนของเราโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับธุรกิจขนาดเล็กซึ่งอาจมีทรัพยากรที่จำกัดให้กับการขนส่งโดยตู้แช่</p>
<hr />
<p>คุณอาจจินตนาการได้ว่ารถบรรทุกแช่เย็นใช้เชื้อเพลิงน้อยกว่ารถบรรทุกมาตรฐานในแบบเดียวกันซึ่งมีเหตุผลประกอบบางอย่างสำหรับเรื่องนี้</p>
<p>ประการแรกคือเครื่องจักรที่ใช้ในการทำความเย็นจะถูกขับเคลื่อนโดยตรงจากเครื่องยนต์ในกรณีส่วนใหญ่ ซึ่งหมายความว่าต้องมีการผลิตพลังงานมากขึ้นและต้องเสียเชื้อเพลิงมากขึ้น<br />
ประการที่สองคือเครื่องจักรทำความเย็นและวัสดุฉนวนที่พบในรถบรรทุกแช่เย็นมักจะค่อนข้างหนักและจะเพิ่มน้ำหนักให้กับรถบรรทุกได้มากแม้ว่ารถจะว่างเปล่าก็ตามซึ่งในที่สุดแล้ว รถบรรทุกขนาดใหญ่และหนักกว่าก็ใช้เชื้อเพลิงมากกว่าในการขับเคลื่อนรถไปข้างหน้า</p>
<p>มีรถบรรทุกแช่เย็นบางรุ่นที่ใช้แบตเตอรี่สำรองแทนกลไกการขับเคลื่อนโดยตรงรถบรรทุกแช่เย็นเหล่านี้มักจะมีอายุยาวขึ้นเล็กน้อยและมักจะมีการจำกัดการแช่เย็นมากกว่าอุณหภูมิที่แช่แข็งแน่นอนว่านี่หมายความว่ารถบรรทุกจะใช้เชื้อเพลิงน้อยลงเมื่อมีการเดินทางอีกทางเลือกหนึ่งคือกลไกการระบายความร้อนแบบยูเทคติค ซึ่งเป็นการใช้คอลัมน์ที่แช่แข็งข้ามคืนจากแหล่งพลังงานไฟฟ้าภายนอก</p>
<p>ผู้ผลิตยานยนต์และบริษัทผู้เชี่ยวชาญต่างก็กำลังดำเนินการแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างต่อเนื่องประสิทธิภาพของเครื่องยนต์เป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดปริมาณการใช้เชื้อเพลิงของยานพาหนะและรุ่นใหม่ล่าสุดหลายแบบก็มีเทคโนโลยีประหยัดพลังงานเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพและลดการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงซึ่งยานยนต์รุ่นใหม่ล่าสุดมีแนวโน้มที่จะเหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้</p>
<p>&#x200d;<strong>คุณสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิงของรถตู้แช่เย็นของคุณได้</strong><br />
&#x200d;หากประสิทธิภาพเป็นหนึ่งในสิ่งสำคัญอันดับแรกของคุณ สิ่งหนึ่งของการดำเนินการที่เราต้องแนะนำคือ คุณจะต้องคำนึงถึงจำนวนรถตู้แช่เย็นที่คุณต้องการตัวอย่างเช่นคุณอาจพบว่าคุณสามารถจัดส่งสินค้าได้ทั้งหมดด้วยรถตู้แช่เย็นเพียงคันเดียวตราบเท่าที่คุณตารางกำหนดเวลาไว้อย่างชาญฉลาด</p>
<p>ยิ่งไปกว่านั้นคุณอาจจะคิดว่าการนำรถของคุณออกเช่านั้นมีความคุ้มค่า ซึ่งสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายของคุณลงได้ เนื่องจากคุณแค่ใช้มันในการขนส่งของที่ต้องการเท่านั้น เป็นการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงปริมาณที่ต่ำและลดค่าใช้จ่ายรวมทั้งการปล่อยมลพิษได้ในที่สุดแล้ว การขับขี่แบบประหยัดสามารถช่วยสร้างความแตกต่างอย่างมากให้กับการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงของรถตู้แช่เย็นของคุณอาจดูเป็นเรื่องธรรมดาแต่คุณอาจรู้สึกประหลาดใจได้เลยว่ามันถูกมองข้ามไปบ่อยแค่ไหน! ใช้เวลาในการเตรียมตัวออกเดินทาง,การเร่งเครื่องอย่างนุ่มนวลและค่อย ๆ เหยียบเบรกจะสามารถสร้างความแตกต่างได้อย่างชัดเจนในด้านการใช้เชื้อเพลิง โดยเฉพาะการเดินทางในระยะไกล</p>
<p><strong>&#x200d;แหล่งที่มา :</strong> <a href="http://www.coolvan.co.uk/do-i-really-need-to-run-a-fridge-van.html" target="_blank" rel="noopener">www.coolvan.co.uk</a><br />
&#x200d; <a href="https://www.coolkit.co.uk/blog/how-economical-is-it-to-run-a-fridge-van" target="_blank" rel="noopener">www.coolkit.co.uk</a><br />
&#x200d; <a href="https://www.glaciervehicles.com/vans/refrigerated/much-fuel-refrigerated-truck-consume" target="_blank" rel="noopener">www.glaciervehicles.com</a></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>4 เหตุผลที่ควรทาสีรถโดยช่างมืออาชีพ​</title>
		<link>https://monthakarngroup.com/knowledge/4-reasons-car-painting-should-be-professionally-done/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[monthakarn]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 23 Nov 2023 09:40:29 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[เคล็บลับควรรู้]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://monthakarngroup.com/?p=332</guid>

					<description><![CDATA[มีขั้นตอนซ่อมรถบางขั้นที่คุณอาจมองว่าสามารถทำได้เองท่ี่บ้านเช่นการทาหรือแต้มสีรถที่ไม่น่ายากเกินความสามารถลองทำดูเองก็ได้! กำจัดสนิม รถยนต์ทำมาจากโลหะซึ่งสามารถเกิดสนิมได้เมื่อถูกแสงแดดดินลมฝนตามธรรมชาติสนิมเพียงเล็กน้อยที่อยู่ใต้สีรถสามารถทำให้เกิดปัญหาร้ายแรงตามมาได้ในอนาคตการกำจัดสนิมนั้นไม่ใช่แค่การขัดถูสนิมออกแต่ต้องขจัดสนิมออกให้หมดไม่ให้เหลือแม้จุดด่างเพียงเล็กน้อยการกำจัดสนิมจึงอาจเป็นที่งานหนักกว่าที่คุณคิดไว้มาก พ่นสีไปเลย จริงๆแล้วคุณสามารถทาสีรถยนต์ด้วยมือได้แต่คุณอาจจะไม่ได้สีที่เรียบเนียนและมันเงาอย่างที่หวังคุณจึงต้องเช่าเครื่องพ่นสีรถยนต์เพื่อพ่นสีรถทั้งคันให้ได้แบบที่ต้องการแทนแต่การพ่นสีรถยนต์นั้นยุ่งยากกว่าการพ่นสีธรรมดามากส่วนประกอบต่างๆที่สามารถถอดได้จะต้องถูกถอดออกก่อนทั้งอุปกรณ์ตกแต่งภายในมือจับประตูไปจนถึงตรารถหากเป็นส่วนที่แยกออกได้ก็ต้องแยกออกเพื่อให้แน่ใจว่าสีที่จะพ่นไม่เปื้อนส่วนของรถที่ควรเป็นสีโครเมียมหรือสีอื่นการถอดชิ้นส่วนทั้งหมดและปิดเทปทับส่วนต่างๆใช้เวลานานกว่าที่หลายคนคิดขั้นตอนนี้ไม่สามารถทำได้อย่างรวดเร็วและโดยมากการทาสีด้วยตนเองจึงมักเป็นงานที่รีบร้อนไม่ละเอียดอ่อนอย่างมืออาชีพ รอ 24 ชั่วโมงหรือมากกว่า การทาสีรถยนต์ต่างจากการทาสีบ้านที่โดยทั่วไปสีของรถจะไม่แห้งทันทีหลังจากทาสีรถเรียบร้อยแล้วคุณต้องรอให้สีแห้งสนิทซึ่งสามารถใช้เวลานานถึง 30 วันแต่เรามีเครื่องที่จะทำให้สีแห้งเร็วขึ้นคล้ายเตาอบสำหรับรถเครื่องนี้ให้ความร้อนได้สูงถึง 140 องศาเพื่อให้แน่ใจว่าสีรถยนต์นั้นแห้งไวและให้เราส่งคืนรถให้คุณได้อย่างรวดเร็ว เคลือบแลกเกอร์? ขัดสี? หากคุณต้องทาสีห้องนั่งเล่นในบ้านคุณอาจทาสีรองพื้นก่อนหนึ่งชั้นตามด้วยสีทาบ้านทับอีกรอบทุกอย่างก็เสร็จเรียบร้อยแต่การทาสีรถยนต์นั้นแตกต่างจากการทาสีบ้านขั้นแรกจะต้องรองพื้นโลหะก่อนตามด้วยสีอย่างน้อยหนึ่งชั้นและโดยมากมักเคลือบแลกเกอร์อีกชั้นหนึ่งเพื่อให้แน่ใจว่าเศษกรวดหินจะไม่ทำให้สีรถเป็นรอย การทาสีรถเองที่บ้านมักข้ามขั้นตอนนี้ในความเป็นจริงหลายคนไม่รองพื้นและเคลือบแลกเกอร์ทำให้สิ่งเดียวที่กั้นระหว่างผิวโลหะของรถกับอากาศคือชั้นสีบางๆชั้นเดียวเท่านั้นหากมีสะเก็ดหินเล็กๆมาโดนเพียงครั้งเดียวสนิมจะก่อตัวขึ้นอีกครั้งนำรถของคุณมาให้เราบริการที่ MonthakarnGroup.com นี้มีการอบรมเฉพาะทางอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้มั่นใจว่าเรามีเทคนิคและความเชี่ยวชาญที่ใหม่และทันสมัยที่สุดช่างของเรามีประสบการณ์การทำสีรถมากว่าพันคันมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับขั้นตอนวิธีการทำซึ่งทำให้มั่นใจได้ว่าการทำสีรถจะมีคุณภาพทุกคัน แหล่งที่ : http://bigskycol.com]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>มีขั้นตอนซ่อมรถบางขั้นที่คุณอาจมองว่าสามารถทำได้เองท่ี่บ้านเช่นการทาหรือแต้มสีรถที่ไม่น่ายากเกินความสามารถลองทำดูเองก็ได้!</p>
<hr />
<p><strong>กำจัดสนิม</strong><br />
รถยนต์ทำมาจากโลหะซึ่งสามารถเกิดสนิมได้เมื่อถูกแสงแดดดินลมฝนตามธรรมชาติสนิมเพียงเล็กน้อยที่อยู่ใต้สีรถสามารถทำให้เกิดปัญหาร้ายแรงตามมาได้ในอนาคตการกำจัดสนิมนั้นไม่ใช่แค่การขัดถูสนิมออกแต่ต้องขจัดสนิมออกให้หมดไม่ให้เหลือแม้จุดด่างเพียงเล็กน้อยการกำจัดสนิมจึงอาจเป็นที่งานหนักกว่าที่คุณคิดไว้มาก</p>
<p><strong>พ่นสีไปเลย</strong><br />
จริงๆแล้วคุณสามารถทาสีรถยนต์ด้วยมือได้แต่คุณอาจจะไม่ได้สีที่เรียบเนียนและมันเงาอย่างที่หวังคุณจึงต้องเช่าเครื่องพ่นสีรถยนต์เพื่อพ่นสีรถทั้งคันให้ได้แบบที่ต้องการแทนแต่การพ่นสีรถยนต์นั้นยุ่งยากกว่าการพ่นสีธรรมดามากส่วนประกอบต่างๆที่สามารถถอดได้จะต้องถูกถอดออกก่อนทั้งอุปกรณ์ตกแต่งภายในมือจับประตูไปจนถึงตรารถหากเป็นส่วนที่แยกออกได้ก็ต้องแยกออกเพื่อให้แน่ใจว่าสีที่จะพ่นไม่เปื้อนส่วนของรถที่ควรเป็นสีโครเมียมหรือสีอื่นการถอดชิ้นส่วนทั้งหมดและปิดเทปทับส่วนต่างๆใช้เวลานานกว่าที่หลายคนคิดขั้นตอนนี้ไม่สามารถทำได้อย่างรวดเร็วและโดยมากการทาสีด้วยตนเองจึงมักเป็นงานที่รีบร้อนไม่ละเอียดอ่อนอย่างมืออาชีพ</p>
<p><strong>รอ 24 ชั่วโมงหรือมากกว่า</strong><br />
การทาสีรถยนต์ต่างจากการทาสีบ้านที่โดยทั่วไปสีของรถจะไม่แห้งทันทีหลังจากทาสีรถเรียบร้อยแล้วคุณต้องรอให้สีแห้งสนิทซึ่งสามารถใช้เวลานานถึง 30 วันแต่เรามีเครื่องที่จะทำให้สีแห้งเร็วขึ้นคล้ายเตาอบสำหรับรถเครื่องนี้ให้ความร้อนได้สูงถึง 140 องศาเพื่อให้แน่ใจว่าสีรถยนต์นั้นแห้งไวและให้เราส่งคืนรถให้คุณได้อย่างรวดเร็ว</p>
<p><strong>เคลือบแลกเกอร์? ขัดสี?</strong><br />
หากคุณต้องทาสีห้องนั่งเล่นในบ้านคุณอาจทาสีรองพื้นก่อนหนึ่งชั้นตามด้วยสีทาบ้านทับอีกรอบทุกอย่างก็เสร็จเรียบร้อยแต่การทาสีรถยนต์นั้นแตกต่างจากการทาสีบ้านขั้นแรกจะต้องรองพื้นโลหะก่อนตามด้วยสีอย่างน้อยหนึ่งชั้นและโดยมากมักเคลือบแลกเกอร์อีกชั้นหนึ่งเพื่อให้แน่ใจว่าเศษกรวดหินจะไม่ทำให้สีรถเป็นรอย</p>
<p>การทาสีรถเองที่บ้านมักข้ามขั้นตอนนี้ในความเป็นจริงหลายคนไม่รองพื้นและเคลือบแลกเกอร์ทำให้สิ่งเดียวที่กั้นระหว่างผิวโลหะของรถกับอากาศคือชั้นสีบางๆชั้นเดียวเท่านั้นหากมีสะเก็ดหินเล็กๆมาโดนเพียงครั้งเดียวสนิมจะก่อตัวขึ้นอีกครั้งนำรถของคุณมาให้เราบริการที่ <a href="http://MonthakarnGroup.com" target="_blank" rel="noopener">MonthakarnGroup.com</a> นี้มีการอบรมเฉพาะทางอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้มั่นใจว่าเรามีเทคนิคและความเชี่ยวชาญที่ใหม่และทันสมัยที่สุดช่างของเรามีประสบการณ์การทำสีรถมากว่าพันคันมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับขั้นตอนวิธีการทำซึ่งทำให้มั่นใจได้ว่าการทำสีรถจะมีคุณภาพทุกคัน</p>
<p><strong>แหล่งที่ :</strong> <a href="http://bigskycol.com/4-reasons-car-painting-should-be-professionally-done" target="_blank" rel="noopener">http://bigskycol.com</a></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
